อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมชี้ "ชัตดาวน์ แบงค็อก"ฉุดลงทุน ระบุหากยืดเยื้อไปอีก 3-4 เดือน ประเทศคู่แข่งอาจฉวยโอกาสเข้ามาดึงนักลงทุนจากไทย
หลังจากที่ กปปส. ชุมนุมปิดหน่วยราชการต่างๆเป็นเวลาเกือบ 1 เดือน ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรม โดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการออกใบอนุญาตต่างๆ ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม หน่วยงานที่ต้องออกใบอนุญาตและต้องทำงานร่วมกับภาคเอกชนมี 2 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมโรงงานอุตสาหกรรมและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
กรมโรงานนั้น นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ให้ความเห็นว่าตั้งแต่เริ่มชุมนุม "ปิดกรุงเทพ" ทำให้ผู้ประกอบการเข้ามายื่นเรื่องขออนุญาตต่างๆ ได้ประมาณ 30% ของปริมาณการขออนุญาตปกติ ส่งผลให้ยอดการตั้งโรงงานเดือน ม.ค. 2557 ลดลง และต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ต่อจากเดือน ธ.ค. 2556 แสดงให้เห็นว่าผลกระทบทางการเมืองมีผลต่อการตัดสินใจตั้งโรงงานใหม่ โดยมีการขอตั้งโรงงาน 254 แห่ง ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 331 แห่ง หรือ ลดลง 23.26% ในทุกกิจการโดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารและผลิตภัณฑ์จากพืช ซึ่งเป็นกิจการที่ผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี ลงทุนมากที่สุด
การจ้างงานอยู่ที่ 5,905 คน ลดลงจาก 6,334 คน หรือ ลดลง 6.77% โดยมีมูลค่า 8,547 ล้านบาท ลดลงจาก 12,009 ล้านบาท หรือ ลดลง 28.82% ยอดขยายกิจการจากการลงทุนที่มีอยู่เดิมอยู่ 30 แห่ง ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 46 แห่ง หรือ ลดลง 34.78% จ้างงานเพียง 1,877 คน ลดลงจาก 11,185 คน หรือ ลดลง 82.22%
"ตัวเลขที่ลดลงคาดมาจากจุดให้บริการของกรมโรงงานถูกปิด ทำให้นักลงทุนจำนวนมากไม่สามารถขอใบอนุญาตได้ ประกอบกับความเชื่อมั่นในการตั้งโรงงานที่ทำให้ต้องติดตามสถานการณ์และความชัดเจนอย่างใกล้ชิด"
อย่างไรก็ตามหลังจากเหตุการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ กรมโรงงานจะเร่งดำเนินงานอนุมัติใบอนุญาตอย่างรวดเร็ว เพื่อให้การลงทุนกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
นอกจากนี้ กรมฯกำลังติดตามผลกระทบ โดยเฉพาะกิจการเอสเอ็มอี ซึ่งเปิดช่องทางรับข้อมูลปัญหาของผู้ประกอบการเพื่อพิจารณาช่วยเหลือ แต่เชื่อว่าภาคอุตสาหกรรมไม่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม กปปส.มากนักเพราะไม่เกี่ยวกับกระบวนการผลิต แต่อาจมีผลกระทบต่อการขายสินค้า จนกระทบต่อภาคการผลิต
ค้างอนุมัติลงทุน5แสนล้าน
สำหรับผลกระทบด้านการลงทุนนั้น นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) กล่าวว่าการประกาศยุบสภา ทำให้กระบวนการแต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนชะงักลง เนื่องจากการดำเนินการของรัฐบาลต้องมีกฎหมายรองรับ โดยได้ขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่ารัฐบาลรักษาการสามารถตั้งบอร์ดชุดใหม่ และสามารถอนุมัติโครงการลงทุนที่ค้างอยู่ได้หรือไม่ ซึ่งปัจจุบันมีโครงการที่มีมูลค่าเกิน 200 ล้านบาท ที่รอขออนุมัติจากบอร์ด บีโอไอ มีจำนวน 370 โครงการ มูลค่าโครงการเกือบ 5 แสนล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดส่งข้อมูลให้กับ กกต. เพื่อให้มีความเข้าใจในการดำเนินงานของ บีโอไอ หาก กกต. มีมติชัดเจนว่าสามารถตั้งบอร์ด บีโอไอ ได้ ก็สามารถดำเนินงานอนุมัติโครงการเหล่านี้ได้ทันที
ส่วนผลกระทบจากความวุ่นวายทางการเมืองนั้น หากยืดเยื้อไป 3-4 เดือน ประเทศคู่แข่งการลงทุนอาจฉวยโอกาสเข้ามาดึงดูดนักลงทุนที่วางแผนเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนหน้าใหม่ ภายใน มี.ค.นี้ บีโอไอจะนำข้อมูลทุกด้านมาประเมินอีกครั้งว่านักลงทุนได้รับผลกระทบด้านใดบ้าง และจะต้องปรับเปลี่ยนแผนการให้ความช่วยเหลืออย่างไร
อย่างไรก็ตาม ยังมั่นใจว่าปีนี้ จะมีผู้เข้ามาขอรับการส่งเสริมการลงทุนตามเป้าหมาย 9 แสนล้านบาท เนื่องจากในไตรมาส 4 ปี 2556 โดยเฉพาะเดือน พ.ย.-ธ.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดเหตุวุ่นวายทางการเมือง แต่จำนวนผู้ประกอบการที่มาขอรับการส่งเสริมการลงทุนกลับมีจำนวนเพิ่มขึ้น มีมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท ทำให้ยอดการขอรับการส่งเสริมฯทั้งปีทะลุ 1.1 ล้านล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 1 ล้านล้านบาท แสดงให้เห็นว่านักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศไม่กังวลกับสถานการณ์ทางการเมือง
ปีนี้แม้จะมีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในช่วงต้นปี เชื่อว่านักลงทุนยังไม่กังวลมากนัก เพราะหากไม่มีเหตุการณ์รุนแรง ถือเป็นเรื่องปกติของประเทศที่ใช้ระบอบประชาธิปไตย ที่มีการเดินขบวนเรียกร้อง






