วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ห่วงการเมืองลากยาว..เสี่ยงฉุด'เรทติ้ง'

ห่วง"เครดิต เรทติ้งไทยวูบ"หลังการเมืองส่อยืดเยื้อ เลือกตั้ง 2 ก.พ.ยังไร้ข้อสรุป "ฟิทช์ เรทติ้ง"มองการเมืองไทยยัง ส่อยืดเยื้อ ฉุดศก.ระยะยาว

เมื่อปลายเดือนม.ค.ที่ผ่านมา "มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส" สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลก ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือ หรือ "เครดิตเรทติ้ง" ของประเทศ "ยูเครน" ลง 1 ขั้น จากระดับ Caa1 มาอยู่ที่ Caa2 และให้ภาพรวมเป็น "ลบ" สะท้อนให้เห็นว่าระยะกลางยูเครนมีโอกาสถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลงอีกครั้งได้

สาเหตุที่ยูเครนถูกหั่นเรทติ้งลงในครั้งนี้ ต้นตอสำคัญมาจาก "ความรุนแรงของวิกฤติการเมือง" ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากการชุมนุมโดยสันติในใจกลางกรุงเคียฟ เมืองหลวงประเทศยูเครน เมื่อเดือนพ.ย.ปีที่ผ่านมา ก่อนการประท้วงจะลุกลามบานปลายไปทั่วประเทศ หลังพรรคฝ่ายค้านปฎิเสธข้อเสนอประนีประนอมของประธานาธิบดี "วิคเตอร์ ยานูโควิช" ที่เสนอให้ผู้นำฝ่ายค้านดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ถ้อยแถลงของ มูดี้ส์ ระบุว่า จุดยืนที่แข็งกร้าวของฝ่ายรัฐบาลและผู้ประท้วง ตลอดจนการชุมนุมที่แผ่ขยายไปทั่วฝั่งตะวันตกของยูเครน ทำให้ยูเคนเผชิญความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤติการบริหาร ตลอดจนสูญญากาศทางอำนาจ และความผันผวนทางการเมือง รัฐบาลยูเครนอาจต้องเผชิญความเสี่ยงที่ต้องกู้เงินจากแหล่งทุนภายนอก ทำให้ประชาชนเริ่มกักตุนเงินตราต่างประเทศ ส่งผลให้สกุลเงิน "ฮริฟเนีย" ของยูเครนอ่อนค่าลงอย่างหนัก และยูเครนยังอาจเผชิญความเสี่ยงที่รัสเซียจะไม่รับซื้อพันธบัตรตามที่เคยตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ ทั้งหมดนี้ส่งผลให้เครดิตเรทติ้งของยูเครนถูกปรับลดลง

ไร้รัฐบาลไร้นโยบายคลัง

แม้สถานการณ์การเมือง "ไทย" ยังไม่รุนแรงเท่า "ยูเครน" แต่ปฎิเสธไม่ได้ว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นใจกลาง "กรุงเทพมหานคร" ไม่ต่างจาก "สงครามกลางเมือง" ขนาดย่อม ทั้งยังมีทีท่าว่าจะลุกลามขยายออกไปยังจังหวัดอื่นๆ ในประเทศด้วย ที่สำคัญ แม้จะผ่านวันเลือกตั้งใหญ่วันที่ 2 ก.พ.2557 ไปแล้วก็ตาม แต่ไทยยังไม่มีวี่แววว่าจะได้ "รัฐบาลชุดใหม่" ในเร็ววันนี้ ..คำถามที่น่าสนใจจึงอยู่ที่ "นโยบายการคลัง" จะเดินอย่างไร ในเมื่อประเทศยังไร้ซึ่งรัฐบาล

ประเด็นนี้เองสร้างความกังวลใจให้บรรดานักลงทุน และนักธุรกิจ เพราะเกรงว่าจะเป็นชนวนเหตุทำให้อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ได้รับผลกระทบในลักษณะเดียวกับที่ยูเครนเพิ่งเผชิญมา

ก่อนหน้านี้เมื่อปลายปี 2556 ที่ผ่านมา ทั้ง มูดี้ส์ และ ฟิทช์ เรทติ้งส์ ได้ส่งหนังสือถึงกระทรวงการคลังแจ้งให้ทราบถึงการนำความเสี่ยงด้านการเมืองเข้ามาคำนวณเครดิต เพราะโดยปกติช่วงปลายปี จะเป็นช่วงที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่างๆ เข้ามาเก็บข้อมูลตัวเลขเศรษฐกิจเพื่อนำไปประเมินภาพรวมเครดิตเรทติ้งของประเทศ ครั้งนั้น ประเทศไทย ยังรอดพ้นจากการถูกปรับเรทติ้งลงได้หวุดหวิด เจ้าหน้าที่ของ "มูดี้ส์" ระบุในรายงานการวิเคราะห์ว่า การชุมนุมทางการเมืองในไทย ยังจำกัดอยู่ในแค่กรุงเทพมหานคร ยังไม่ส่งผลกระทบถึงขั้นเป็นภัยร้ายต่อฐานะการคลังของประเทศ

มูดี้ส์ จึงยังคงอันดับเครดิตประเทศไทยไว้ที่ระดับ Baa1 ขณะที่ "ฟิทช์ เรทติ้งส์" ก็ยังคงอันดับเครดิตไทยไว้ที่ BBB+

"มูดี้ส์-ฟิทช์" กังวลการเมืองไทย

เพียงแต่ทั้งหมดนี้ ยังไม่อาจวางใจได้ เพราะเจ้าหน้าที่ มูดี้ส์ ระบุว่า ยังคงติดตามสถานการณ์ในประเทศไทยอย่างใกล้ชิด หากพบว่า เสถียรภาพรัฐบาลสั่นคลอน จนทำให้พื้นฐานเศรษฐกิจอ่อนแอ หรือกระทบวินัยการคลัง จนเกิดการขาดดุลมหาศาล และหนี้สาธารณะสูงขึ้นมาก อาจต้องทบทวนเครดิตของประเทศไทยต่อไป

ถ้าพูดถึง "เสถียรภาพ" ของ "รัฐบาล" ขณะนี้ ต้องบอกว่ากำลังสั่นสะเทือนเป็นอย่างมาก ส่วนจะส่งผลกระทบไปยังพื้นฐานเศรษฐกิจ จนเข้าข่ายที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่างๆ ต้องปรับลดเครดิตเรทติ้งลงหรือไม่ เป็นประเด็นที่ควรต้องติดตาม เพราะล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ฟิทช์ เรทติ้ง เพิ่งออกบทวิเคราะห์เตือนถึงความเสี่ยงในเรื่องเหล่านี้

ฟิทช์ เรทติ้งส์ แสดงความเป็นห่วงความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำเนินมาร่วม 5 เดือน และมีแนวโน้มยืดเยื้อรุนแรงเพิ่มขึ้น อาจเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบเชิงลบในระยะยาวต่อเศรษฐกิจและเสถียรภาพการเงินของไทย เมื่อเทียบกับประเทศอื่นที่มีอันดับความน่าเชื่อถือเท่ากัน

นอกจากนี้ ฟิทช์ ยังระบุด้วยว่า สถานการณ์ตึงเครียดทางการเมืองได้กระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจแล้ว เห็นได้จากดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม(MPI) ที่หดตัวลงราว 7% ในไตรมาส 4 เมื่อเทียบรายปี ขณะเดียวกันการเติบโตของยอดค้าปลีก รวมทั้งความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ได้ดิ่งแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เกิดภาวะน้ำท่วมใหญ่ในไตรมาส 4 ปี 2554

"เราคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัว เมื่อสถานการณ์ตึงเครียดทางการเมืองคลี่คลายลงในที่สุด ซึ่งจะสนับสนุนตัวเลขคาดการณ์ของเราว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีจะอยู่ที่ 3.5% ในปีนี้ แต่ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อและรุนแรงยิ่งขึ้นอาจกระทบภาวะเศรษฐกิจของไทยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นที่มีอันดับความน่าเชื่อถือเท่ากันในที่สุด และบั่นทอนความแข็งแกร่งของความน่าเชื่อถือนี้"ฟิทช์เรทติ้งระบุในบทวิเคราะห์

สุญญากาศนานกระทบนโยบาย

ในความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ไทย “อุสรา วิไลพิชญ์” นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ (ไทย) มองว่า สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือหลายแห่งคงกำลังติดตามดู สถานการณ์การเมืองในไทยว่า จะส่งผลกระทบต่อพื้นฐานเศรษฐกิจในระยะต่อไปหรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้มีความเสี่ยงที่ไทยจะถูกปรับมุมมองทางเศรษฐกิจได้เช่นกัน เพราะปัญหาการเมืองเวลานี้เริ่มส่งผลกระทบต่อการทำนโยบายเศรษฐกิจบ้างแล้ว แต่อย่างไรก็ตามอาจไม่ถึงขั้นปรับลดเครดิตเรทติ้งลง ซึ่งถ้าจะมีการปรับลดก็คงเป็นเพียงการลดมุมมอง(Outlook) ทางเศรษฐกิจก่อน

"คิดว่าคงไม่ถึงขั้นปรับเครดิตเรทติ้งลง เต็มที่ก็อาจจะยังแค่ปรับลด outlook เศรษฐกิจไทย เพราะแม้ภูมิต้านทานเศรษฐกิจไทยยังดี แต่ปัญหาการเมืองในขณะนี้จะเห็นว่า มันมีสูญญากาศที่กินเวลานานมาก จนอาจส่งผลต่อการดำเนินนโยบายได้ ต่างจากอดีตที่การเมืองแม้จะแรงแค่ไหน แต่ก็จบเร็วแล้วมาเริ่มกันใหม่ ไม่ได้มีผลต่อการดำเนินนโยบาย"

ทางด้าน "นักวิชาการ" ด้านเศรษฐศาสตร์ของไทย "สมประวิณ มันประเสริฐ" รองคณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า แม้ประเทศไทยจะมีปัญหาด้านการเมืองอยู่บ้าง แต่ด้วยพื้นฐานทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะในด้านเสถียรภาพการเงินแล้ว ต้องถือว่าประเทศไทยมีความแข็งแกร่งอยู่มาก จึงเชื่อว่ายังห่างไกลจากการถูกปรับลดเครดิตเรทติ้งลงอย่างแน่นอน

"ในเรื่องของประชานิยมที่อาจมีผลต่อฐานะการคลังนั้น เชื่อว่าจากนี้ไปจะเริ่มดีขึ้น โดยเฉพาะถ้ามีการปฎิรูปเกิดขึ้น แต่ถึงการปฎิรูปจะยังเกิดขึ้นไม่ได้ แต่การจะนำประชานิยมมาใช้ก็คงจะยากขึ้น เพราะทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้สัมผัสและเรียนรู้ถึงผลเสียต่างๆ มามากมาย ดังนั้นในมุมมองที่มีต่อฐานะการคลังและการบริหารเสถียรภาพการเงิน ประเทศไทยถือว่ายังมีมุมที่ดีอยู่ น่าจะห่างไกลจากการถูกปรับลดเครดิตเรทติ้งลงพอสมควร"

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ด้วยพื้นฐานเศรษฐกิจไทยเวลานี้ โอกาสถูก "หั่น" เครดิตเรทติ้งลงยังเป็นไปได้น้อยมาก แต่ประมาทไม่ได้ เพราะหากการเมืองยืดเยื้อจนส่งผลต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ โอกาสที่ไทยจะเผชิญกับการถูกปรับมุมมองทางเศรษฐกิจเป็นไปได้สูงมาก ถึงเวลานั้นหากยังไม่แก้ไข ความเสี่ยงที่จะถูกปรับลดเครดิตเรทติ้งลงมีอย่างแน่นอน