วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สรุปภาวะตลาดเงินตลาดทุนรายสัปดาห์ วันที่ 3-7 กุมภาพันธ์ 2557

เงินบาทขยับแข็งค่า ขณะที่ หุ้นไทยฟื้นตัวขึ้นจากแรงซื้อทางเทคนิค

ตลาดเงินระยะสั้นและตลาดตราสารหนี้

อัตราดอกเบี้ยตลาดเงินระยะสั้น

อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นทรงตัวต่อเนื่อง สภาพคล่องทยอยไหลกลับสู่ระบบธนาคารพาณิชย์ ขณะที่ธนาคารพาณิชย์จะมีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ อีกทั้งมีการตัดจ่ายเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายผ่านระบบธนาคารในช่วงปลายสัปดาห์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) มีระดับหนาแน่นที่ 2.15% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน ส่วนอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน อยู่ที่ 2.25% ทรงตัวเช่นกันจากสัปดาห์ก่อน

ในสัปดาห์ระหว่างวันที่ 10-13 ก.พ. 2557 อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินน่าจะยังทรงตัวต่อเนื่องใกล้ระดับ 2.25%

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยและสหรัฐฯ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ประเภทอายุ 5 ปี ปิดที่ระดับ 3.36% ในวันศุกร์ ไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยทรงตัวตลอดในช่วงสัปดาห์นี้ ท่ามกลางการซื้อขายที่เบาบาง ทั้งนี้ แรงซื้อของกองทุนในประเทศได้หักล้างแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ประเภทอายุ 10 ปี ปิดที่ระดับ 2.70% ในวันพฤหัสบดี เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับระดับ 2.64% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับร่วงลงในวันจันทร์ ตอบรับข้อมูลภาคการผลิตที่ออกมาน่าผิดหวัง ก่อนที่จะปรับเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ หลังนักลงทุนเริ่มคลายความกังวลต่อความผันผวนของตลาดประเทศตลาดเกิดใหม่ ขณะที่เครื่องชี้ตลาดแรงงานรายสัปดาห์ออกมาดีกว่าคาด

ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน

ค่าเงินบาท (Onshore)

เงินบาทขยับแข็งค่าขึ้น โดยเงินบาทได้รับแรงหนุนจากคำสั่งซื้อคืนของนักลงทุนในช่วงต้นสัปดาห์ หลังจากที่การเลือกตั้งทั่วไปของไทยผ่านพ้นไปโดยปราศจากเหตุรุนแรง (แม้ว่าสถานะการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติจะยังคงเป็นขายสุทธิทั้งในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรไทย) นอกจากนี้ การแข็งค่าของสกุลเงินส่วนใหญ่ในเอเชีย ก็หนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดี เงินบาทลดช่วงบวกลงบางส่วนในช่วงปลายสัปดาห์ท่ามกลางการปรับโพสิชั่นของนักลงทุนก่อนการประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ

ในวันศุกร์ (7 ก.พ.) เงินบาทอยู่ที่ระดับ 32.78 เทียบกับระดับ 32.99 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (31 ม.ค.)

สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ถัดไป (10-14 ก.พ.) เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 32.70-33.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยต้องจับตาเหตุการณ์ทางการเมืองในประเทศ ความคืบหน้าในเรื่องเพดานหนี้ของสหรัฐฯ และข้อมูลเศรษฐกิจเดือนม.ค.ของจีน ขณะที่ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภครายงานโดยรอยเตอร์/มหาวิทยาลัยมิชิแกนสำหรับเดือนก.พ. 2557 (เบื้องต้น) ยอดค้าปลีก การผลิตภาคอุตสาหกรรม งบประมาณของรัฐบาลกลางเดือนม.ค. 2557 สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจและภาคค้าส่งเดือนธ.ค. 2556 และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

เงินยูโร และเงินเยนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ

เงินยูโรแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ เงินยูโรปรับตัวขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ท่ามกลางแรงขายเงินดอลลาร์ฯ หลังดัชนี ISM ภาคการผลิตเดือนม.ค.ของสหรัฐฯ ที่ปรับตัวลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือน สร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุน เงินยูโรทรงตัวในกรอบแคบๆ ในช่วงต่อมา ก่อนจะได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมอีกครั้งในช่วงท้ายสัปดาห์ หลังจากประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) กล่าวภายหลังการประชุมนโยบายการเงิน (ที่มีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 0.25%) ว่า ยูโรโซนไม่ได้เผชิญกับปัญหาเงินฝืด

เงินเยนอ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ เงินเยนแข็งค่าขึ้นในช่วงแรกในฐานะสกุลเงินปลอดภัยท่ามกลางความวิตกต่อปัญหาในตลาดเกิดใหม่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ ดัชนี ISM ภาคการผลิตเดือนม.ค. 2557 ซึ่งออกมาน่าผิดหวัง ก็กดดันเงินดอลลาร์ฯ ให้อ่อนค่าลงด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดี เงินเยนล้างช่วงบวกทั้งหมดลงในช่วงต่อมา หลังจากที่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในส่วนอื่นๆ อาทิ ดัชนี ISM ภาคบริการ และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ที่ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ กระตุ้นให้นักลงทุนทยอยซื้อคืนเงินดอลลาร์ฯ ก่อนการรายงานตัวเลขตลาดแรงงานของสหรัฐฯ ในช่วงท้ายสัปดาห์

ในวันศุกร์ (7 ก.พ.) เงินยูโรปรับตัวอยู่ที่ระดับ 1.3564 เทียบกับ 1.3485 ดอลลาร์ฯ ต่อยูโรในวันศุกร์ก่อนหน้า (31 ม.ค.) ส่วนเงินเยนอยู่ที่ 102.09 เทียบกับ 102.03 เยนต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า

ตลาดทุน

ตลาดหุ้นไทย

ดัชนี SET ฟื้นตัวขึ้นจากแรงซื้อทางเทคนิค โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,296.49 จุด เพิ่มขึ้น 1.74% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 6.95% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 26,706.12 ล้านบาท โดยนักลงทุนสถาบัน นักลงทุนรายย่อย และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ ขณะที่ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 365.95 จุด เพิ่มขึ้น 4.04% จากสัปดาห์ก่อน

ตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นในวันจันทร์ ตอบรับการเลือกตั้งที่สามารถผ่านไปโดยไม่มีเหตุรุนแรง ก่อนที่จะปรับลดลงในวันอังคาร จากข้อมูลภาคการผลิตสหรัฐฯ ที่ชะลอตัวลง อย่างไรก็ดี ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ โดยมีแรงซื้อทางเทคนิคจากนักลงทุนสถาบันในประเทศ หลังจากที่ตลาดหุ้นปรับลดลงไปมากในช่วงก่อนหน้า

สำหรับแนวโน้มสัปดาห์หน้าระหว่างวันที่ 10-13 ก.พ. 2557 บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนียังคงผันผวน และอาจเผชิญแรงขายทำกำไร สำหรับรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ยอดค้าปลีกและผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ขณะที่ยูโรโซนจะมีการรายงาน GDP ไตรมาส 4/2556 ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,277 และ 1,266 ขณะที่ แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,320 และ 1,366 ตามลำดับ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ดัชนี DJIA ปรับลดลง จากแรงกดดันจากข้อมูลภาคการผลิตที่อ่อนแอ โดยเมื่อวันพฤหัสบดี ดัชนี DJIA ปิดที่ 15,628.53 จุด ลดลง 0.45% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับร่วงลงในวันจันทร์ โดยได้รับแรงกดดันจากข้อมูลภาคการผลิตที่อ่อนแอ แต่ฟื้นตัวขึ้นในวันอังคาร จากแรงหนุนผลประกอบการบริษัทที่ออกมาสดใส จากนั้น ตลาดหุ้นปรับลดลงอีกครั้งในวันพุธ จากความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจีน ก่อนที่จะปรับขึ้นในวันพฤหัสบดี หลังจากจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานที่ออกมาดีกว่าคาดอันช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ดัชนี Nikkei ปรับลดลงจากการแข็งค่าของเงินเยน และข้อมูลภาคการผลิตสหรัฐฯ ที่อ่อนแอ โดยเมื่อวันศุกร์ ดัชนี Nikkei ปิดที่ 14,462.41 จุด ลดลง 3.03% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับร่วงลงในช่วงต้นสัปดาห์ ท่ามกลางการแข็งค่าของเยนและข้อมูลภาคการผลิตที่ชะลอตัวมากเกินคาดของสหรัฐฯ อันส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น ก่อนที่จะฟื้นตัวในวันพุธ จากแรงซื้อหุ้นกลับของนักลงทุน จากนั้น ดัชนีปรับลดลงเล็กน้อยในวันพฤหัสบดี ก่อนที่จะปรับขึ้นในวันศุกร์จากแรงหนุนเครื่องชี้ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ออกมาดี