'ไกรสิน โตทับเที่ยง'เพลย์เมกเกอร์สร้างสรรค์ธุรกิจ

'ไกรสิน โตทับเที่ยง'เพลย์เมกเกอร์สร้างสรรค์ธุรกิจ

'ไกรสิน โตทับเที่ยง'เจน2 แห่งตระกูล'โตทับเที่ยง'นั่งเก้าอี้บริหารคุมธุรกิจโรงแรม กลุ่มธรรมรินทร์และอาหาร สู่อสังหาฯลับคมธุรกิจสู้ศึกเออีซี

"ไกรสิน โตทับเที่ยง” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มโรงแรมธรรมรินทร์ และกรรมการบริษัทผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล จำกัด (มหาชน) เจ้าของปลากระป๋อง "ปุ้มปุ้ย" ทายาทคนที่ 2 เจเนอเรชั่นที่ 2 ลูกชาย "สุรินทร์ โตทับเที่ยง" ผู้ปั้นแบรนด์ตำนาน "ปุ้มปุ้ย" ปลายิ้มมีอายุยาวนานกว่า 35 ปี (พ.ศ.2522) จนขจรขจายสู่น่านฟ้าใหม่ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)

ชื่อของไกรสิน ยังเคยเข้าสู่ถนนการเมืองในนามพรรคไทยรักไทย ก่อนจะผันตัวเองกลับมาโฟกัสงานถนัดในธุรกิจครอบครัวอย่างจริงจัง

บทสนทนา กับทายาทนักธุรกิจชื่อดัง วัย 36 ไล่เลี่ยกับอายุปุ้มปุ้ย จับสัญญาณความเป็นคนหนุ่มไฟแรง ไร้พิธีรีตอง ถามมาตอบไปอย่างตรงไปตรงมา แม้บางบทสนทนาจะแอบเบรกคนถามว่า "อย่าเรียกธุรกิจครอบครัวผมว่าอาณาจักรเลยครับก็แค่ไซส์ M (Medium) ค่อนไปทาง L (Large)

"เราไม่ได้ใหญ่โตอะไร !!!"

ทว่า เมื่อพิจารณาจากพอร์ตทรัพย์สินพบว่า กระโดดไปเกินกว่า1,000 ล้านบาท ในธุรกิจอาหาร ยังไม่รวมธุรกิจโรงแรม บวกกับที่ดินอีกหลายแปลงในจังหวัดตรัง ยังรอวันพัฒนา

มุมมองบนแนวคิดของเขายังอยู่บนพื้นฐาน "นักเศรษฐศาสตร์" ตามสาขาที่ร่ำเรียนมาคิดอย่างเป็นระบบ "มองโลกตามความจริง" มากกว่าจะบู๊ไปตามความฝันเจ้าตัวยังยึดหลักตัดสินใจ หรือบริหารกิจการบนหลักการเหตุและผล (Rationality) มากกว่า อารมณ์ (Emotion) กลายเป็นหลักคิดที่เป็นตัวเบรกขาลุยให้เป็นคนธรรมดา แต่เปี่ยมด้วยพลังสานต่อธุรกิจครอบครัว รักการเรียนรู้ อยู่กับสิ่งที่เป็น

“จุดแข็งของนักบริหาร คือพยายามนำแนวคิดใหม่ๆ มาผสมผสานธุรกิจ จากนิสัยเป็นคนชอบสังเกต ชอบดูข่าว ศึกษารูปแบบการบริหารจัดการ มาประยุกต์ใช้ แต่ต้องจัดวางอย่างสมดุล บางครั้งเราเห็นทางข้างหน้าหลายสเต็ป แต่หน้างานจริงต้องใช้ทีมงาน ขับเคลื่อนไปทีละสเต็ป เราก็ต้องรอจังหวะเพื่อที่จะไปถึงจุดนั้น" เขาเล่า

ก่อนจะอธิบายขอบข่ายงาน 2 เก้าอี้นักบริหารว่า หลักๆ คือการ "ต่อยอด" ธุรกิจจากทุกหมวดหมู่ที่อยู่บนหน้าตัก
“นั่งเก้าอี้ทั้งสองบริษัท ทำให้ฝึกวิธีคิด 2 ภาคในตัว ทั้งจากมุมมองลูกจ้างบริหาร และเป็นหุ้นส่วนที่มีความเป็นเจ้าของ” เขาเล่า

ไกรสิน ยังบอกด้วยว่า ทายาทธุรกิจเช่นเขาถูกปลูกฝังสายเลือดปุ้มปุ้ยมาตั้งแต่เล็ก โตมากับกลิ่นปลาในโรงงานอุตสาหกรรม กลายเป็นซึมซับประสบการณ์ธุรกิจเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

โดยปัจจุบันกลุ่มธุรกิจอาหารภายใต้แบรนด์ "ปุ้มปุ้ย" เป็นธุรกิจที่ทำรายได้หลักให้กับกลุ่มมากถึง 60% แยกเป็นการจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปยังหลายประเทศในอาเซียน

นอกจากธุรกิจอาหาร ถัดมาคือธุรกิจโรงแรมในนามกลุ่มธรรมรินทร์ โรงแรมขนาดใหญ่ที่สุดในตรัง คือการต่อฐานธุรกิจแกร่งพร้อมรบ ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มจากที่ดินที่สะสมไว้นาน จนปัจจุบันสามารถผลักดันรายได้ประมาณ 30% ของรายได้รวม และมีโอกาสจะขยับขึ้นเป็น 40-50% ในอีก 4-5 ปีข้างหน้า "ไกรสิน" ระบุ

อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าทำธุรกิจยุคนี้ไม่หมู คู่แข่งมากขึ้น แม้จะเป็นบิ๊กเบิ้มในจังหวัดตรัง ทว่าประมาทไม่ได้ เพราะมีกลุ่มทุนหน้าใหม่ทั้งจากเมืองกรุง และต่างจังหวัด รวมไปถึงทุนข้ามชาติ ตีโอบรุกคืบเข้ามาลงทุนการค้าในจังหวัดแห่งนี้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มทุนเพื่อนบ้านทางใต้อย่างมาเลเซีย ที่เข้ามากันอย่างคึกคัก

“วันนี้ต้องดีกว่าพรุ่งนี้ ธุรกิจจึงหยุดอยู่แค่นี้ไม่ได้ ต้องแกร่งพร้อมรับการแข่งขันจากทุนต่างชาติที่จะเข้ามาในบ้าน"

กลายเป็น "แก่นคิด" ทำให้ธุรกิจต้องขยายจากธุรกิจอาหาร สู่ อสังหาฯ เพื่อบริหารความเสี่ยง

ลูกนักธุรกิจคนดัง ยังนิยามตัวเอง กับหน้าที่ "พัฒนาธุรกิจใหม่" ให้กับองค์กร เป็นภาษาบอล ว่าไม่ต่างกับ "ตัวทำเกม" หรือ “เพลย์เมกเกอร์ (play maker)” ในสนามบอล

ตำแหน่งนี้คือจอมทัพ อ่านเกม สร้างสรรค์เกมรุก เป้าหมายคือพาลูกทีมยิงประตู !!

ภาษาธุรกิจ คือ วางหมากต่อยอดธุรกิจ เป็นนักคิด นักวางแผนกลยุทธ์ จัดเรียง วางระบบความคิด ธุรกิจตัวไหนทำกำไร ในคราวเดียวกันก็ต้องริเริ่ม หาพื้นที่ ปั้นธุรกิจตัวใหม่ลงสู่สนามในดิวิชั่นใหม่ๆ

“นักฟุตบอล ฟรีเพลย์เมกเกอร์เป็นตัวทำเกมอิสระ คอยสร้างสรรค์รูปเกม ต่อกรกับคู่แข่ง และพร้อมปรับตัวรวดเร็ว องค์กรก็เช่นกัน ต้องมีนักวางแผน สร้างจุดเปลี่ยนพัฒนาต่อยอดธุรกิจในอนาคตให้ดีขึ้น” เขาอธิบายหลักคิด
เขายังบอกว่า ตำแหน่งนี้ สำหรับองค์กรใหญ่ๆ จะมีทีมวางแผนกลยุทธ์โดยเฉพาะ แต่สำหรับธุรกิจครอบครัว แต่เขาขอเล่นบทนี้ ในสไตล์เดียวกับเถ้าแก่ยุคก่อน ที่ตัดสินใจแตกแขนงกิจการไป 6-7 บริษัท จากหัวคิดและสองมือของเถ้าแก่นักบุกเบิก

โดยธุรกิจในกลุ่มอาหารกว้างไพศาล รุ่นพ่อวางรากฐานธุรกิจไว้ดี โดยที่เขาไม่ต้องนับหนึ่งตอกเสาเอกเอง แต่ต้องใช้ศาสตร์ในการต่อยอด ถือว่ายากกันคนละแบบ กับการตีโจทย์คิดค้นยุทธวิธีสร้างมูลค่าเพิ่มจากธุรกิจดั้งเดิม สู่ธุรกิจใหม่

“ข้อดีของการทำเองคือได้เห็นอาณาจักรธุรกิจเติบใหญ่ โดยเป็นผู้ริเริ่มสิ่งใหม่ๆ คิดวิเคราะห์ด้วยตัวเอง เหมือนกับการปลูกต้นไม้ ฟูมฟักจากต้นกล้าเล็กๆ ในทางกลับกันก็มีข้อเสียตรงที่เมื่อธุรกิจมีหลากหลาย ไซส์ใหญ่ขึ้น บริหารแบบกว้างๆ ทำให้สูญเสียความลึก เพราะแทนที่จะเอาสมองไประดมความคิดทุ่มเทธุรกิจเดียวให้ลึกก็กลับต้องทำหลายอย่าง" เขาวิเคราะห์

ทายาทปุ้มปุ้ยหาวิธีสกัดจุดอ่อนเรื่องความลึกทางธุรกิจ ด้วยการทุ่มเทเวลาศึกษาธุรกิจให้ลึกซึ้ง บางจังหวะจึงต้องคิดวิเคราะห์ให้มากอย่างไม่เร่งรีบ ทำให้โครงการที่วางเป้าหมายไว้ว่าจะทำให้เสร็จภายใน 2 ปี อาจลากยาวออกไปเป็น 3 ปี เพราะเน้นความชัวร์ไม่กลัวช้า

ไปดูที่สูตรการแหวกว่ายหาช่องทางการต่อยอดธุรกิจ ในฐานะผู้เจนสนามธุรกิจ

อาทิ การออกแบบธุรกิจต่อยอดจากผลิตภัณฑ์ "ปุ้มปุ้ย" กระโดดเข้าสู่ธุรกิจบริหารอาหาร (Catering) แทนที่ปุ้มปุ้ยจะขายปลาบรรจุกระป๋อง ก็ขยายธุรกิจมาเป็นการเสิร์ฟอาหารพร้อมรับประทาน (Ready meal) ในรูปของบริการใหม่ๆ อย่าง เสิร์ฟข้าวปลายิ้มบนรถไฟ ข้าวพะแนง พะโล้ ในอนาคตกำลังเจรจานำอาหารไปเสิร์ฟบนเครื่องบิน

ช่องว่างที่ค้นพบและวิ่งเข้าไปหาลูกค้ากลุ่มใหม่ จนคว้าประมูลบริการเสิร์ฟข้าวบนการรถไฟแห่งประเทศไทย 2-3 ปีที่ผ่านมา

อีกขาธุรกิจอย่างธุรกิจโรงแรม ที่เขาดูแลเต็มตัว ปัจจุบันกลุ่มโรงแรมธรรมรินทร์ มีอัตราเข้าพักเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 60%

นอกจากตลาดประชุมสัมมนา เขายังเรียกแขกด้วยการจัดอีเวนท์การตลาดเสริม เพื่อดึงนักท่องเที่ยวมาจังหวัดนี้เพิ่มขึ้น เช่น การจัดงานวิวาห์ใต้สมุทร รวมถึงกิจกรรมกีฬาต่างๆ อาทิ แข่งแบดมินตันปุ้มปุ้ย

แผนต่อยอดธุรกิจโรงแรมในกลุ่ม ยังจะขายห้องพักด้วยการดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วยวิถีชีวิตคนตรัง ตั้งแต่หมูย่าง ขนมเปียะ ขนมเค้กเมืองตรัง ด้วยการเสนอแพ็คเกจของฝากในเครือ “ร้านรอยยิ้ม” คลอดแบรนด์ "ขนมเปียะยิ้ม" เป็นต้น

“เราเป็นโรงแรมใจกลางเมืองขนาดใหญ่ก็จริง แต่ที่ผ่านมายังทำราคาไม่ได้เท่ากับรีสอร์ท ที่ทำราคาได้สูงห้องละหมื่นบาท แต่โรงแรมเราทำราคาได้แค่คืนละ 1-3 พันบาท ฉะนั้นเราจึงนำเสนอวิถีชีวิตการกินของคนตรัง ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ ผ่านร้านขายของที่ระลึก”

นอกจากนี้ ไกรสินยังรอจังหวะการเมืองสงบ โดยเตรียมนำที่ดินในกลุ่มที่สะสมไว้นาน ตามทำเลริมหาดและเกาะสวยงาม มาพัฒนาโครงการทั้งการผุดโรงแรม รีสอร์ท และอสังหาริมทรัพย์ ไม่ต่ำกว่า 5 โครงการ ใน 1-3ปีข้างหน้า มูลค่าแต่ละโครงการอยู่ที่ 50-100 ล้านบาท

“อสังหาริมทรัพย์มีตามรอบของมัน ฉะนั้นเราต้องรอจังหวะการพัฒนาเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวคาดว่าในวันข้างหน้า เมืองตรังจะเป็นหนึ่งในศูนย์กลางความคึกคักทางเศรษฐกิจภาคใต้ตอนกลางที่ได้รับอานิสงส์จากเออีซี" ไกรสิน เชื่อมั่น