พาณิชย์อ้างโรงสีตอบรับปล่อยกู้จำนำใบประทวนข้าวชาวนา คิดดอกเบี้ยแค่ 0-9% โต้จีทูจีลวงโลก ต้นตอหลักจีนยกเลิกสัญญามาจากปัญหาการเมือง
นายยรรยง พวงราช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังประชุมหารือร่วมกับสมาคมโรงสีข้าวไทยว่า โรงสีส่วนใหญ่ตอบรับปล่อยเงินกู้ให้เกษตรกรโดยเกษตรกรสามารถนำใบประทวนไปขึ้นเงินกับโรงสีในพื้นที่ของตนเอง โดยโรงสีจะปล่อยเงินกู้ให้ 50% ของมูลค่าใบประทวน และจะคิดอัตราดอกเบี้ยจากเกษตรกร 0-9% โดยดอกเบี้ยดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการจัดทำหนังสือชี้แจงต่อ กกต. เพื่อของบประมาณ 1,200 ล้านบาท มาดำเนินการในเรื่องนี้
ด้านสมาคมโรงสีข้าวไทย ยืนยันว่าจะใช้เงินของตัวเอง โดยไม่กู้ยืมจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์เปิดโอกาสให้โรงสีที่เข้าร่วมโครงการ สามารถนำสัญญาการจำนำใบประทวน มาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ ในทุกโครงการของรัฐบาลได้เทียบเท่ากับผู้ส่งออกรายใหญ่ โดยกรมการค้าต่างประเทศได้ประกาศหลักเกณฑ์การยื่นประมูลข้าวของรัฐบาลเป็นการทั่วไป และในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแล้ว ดังนั้น จึงเป็นโอกาสที่โรงสีจะเข้าร่วมประมูลสต็อกข้าวของรัฐบาลในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า
นายยรรยง ได้ตอบโต้กรณีที่หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี ที่ออกจดหมายเปิดผนึกโจมตีรัฐบาลและขอให้นายกรัฐมนตรีลาออก จากการบริหารโครงการรับจำนำข้าวล้มเหลวนั้น ว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ชุดปัจจุบัน สามารถขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ และนำเงินเข้าประเทศ มากกว่า 1 แสน 80,000-190,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐเป็นมูลค่ามากที่สุดเป็นประวัติการณ์ หากย้อนอดีตไปในช่วงที่หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธรเป็นรองนายกรัฐมนตรีและบริหารเรื่องข้าว ราคาข้าวในขณะนั้นตกต่ำที่สุดเฉลี่ยอยู่ที่ 4,000-7,000 บาทต่อตัน
นอกจากนี้ยังได้ชี้แจงในกรณีที่ผู้ส่งออกข้าวบางรายระบุว่า บริษัทที่ซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐกับรัฐบาลไทย ถูกรัฐบาลส่วนกลางตั้งกรรมการสอบสวนนั้น ยืนยันว่าข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง โดยบริษัทที่ยกเลิกการซื้อข้าวไทย เพราะไม่อยากผูกพันกับปัญหาการเมือง
ส่วนประเด็นการซื้อขายข้าวกับรัฐบาลจีนต้องผ่าน บริษัท คอฟโก รัฐวิสาหกิจของจีน เท่านั้น ไม่เป็นความจริง เพราะขณะนี้ บริษัท คอฟโก ไม่ได้ถือหุ้นโดยรัฐบาลจีนแบบ 100% และขายหุ้นบางส่วนให้ตลาดฮ่องกงแล้ว ซึ่งในปีที่ผ่านมา จีนนำเข้าข้าวจากทั่วโลกมากกว่า 2.4 ล้านตัน ในจำนวนนี้เป็นสัญญาที่ซื้อขายกับบริษัท คอฟโก เพียง 5 แสนตันเท่านั้น ส่วนที่เหลือเป็นการซื้อขายข้าวจากบริษัทต่างๆ









