"มาสด้า-มิตซูบิชิ"วิตกสถานการณ์การเมืองในไทย โดยมาสด้ามีการร่วมทุน"ฟอร์ดมอเตอร์"เพื่อผลิตรถอย่างรุ่นมาสด้า3ด้านมิตซูบิชิมีโรงงาน3แห่งในไทย
มาสด้ามอเตอร์ ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 5 ของญี่ปุ่น ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรจากการดำเนินงานประจำปีขึ้น 12.5% เป็น 180,000 ล้านเยน การคาดหมายนี้สูงกว่ากำไรจากการดำเนินงานเมื่อปีงบประมาณที่แล้ว กว่า 3 เท่า
มาสด้า กล่าวว่า มีแผนจะกลับมาจ่ายเงินปันผลเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี โดยนายมาซามิชิ โคกาอิ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) แถลงว่ากำลังมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องสำหรับการปฏิรูปโครงสร้างที่ได้ดำเนินมาในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ กำไรของมาสด้าได้แรงหนุนจากเงินเยนอ่อนค่า เพราะมาสด้าผลิตรถ 3 ใน 4 ในญี่ปุ่นและในจำนวนนี้เป็นการส่งออก 82%
ในช่วง 4 ปีนับถึงเดือนมี.ค.2555 มาสด้าขาดทุนสุทธิรวมกันเกือบ 250,000 ล้านเยน แต่ล่าสุดบริษัทมีส่วนต่างกำไรมากขึ้นหลังจากเปิดตัวเทคโนโลยีการใช้เชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงปรับปรุงกระบวนการผลิต และออกแบบใหม่ๆ อย่างมีสไตล์ บริษัทคาดว่าส่วนต่างกำไรจากการดำเนินงานจะเพิ่มเป็น 6.7% ในปีงบประมาณนี้ จาก 2.4%
ด้านมิตซูบิชิมอเตอร์ รายงานว่า กำไรจากการดำเนินงานช่วง 9 เดือนตั้งแต่เดือนเม.ย.-ธ.ค. ของปีที่แล้ว สูงเป็นประวัติการณ์ที่ 96,300 ล้านเยน และคาดว่าจะมีกำไรจากการดำเนินงานมากเป็นประวัติการณ์ 120,000 ล้านเยนในปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนมี.ค.
แต่ทั้งสองบริษัทวิตกเกี่ยวกับสถานการณ์ในไทย โดยมาสด้ามีการร่วมทุนกับฟอร์ดมอเตอร์ในไทยเพื่อผลิตรถอย่างรุ่นมาสด้า 3 ด้านมิตซูบิชิมีโรงงาน 3 แห่งในไทย
มาสด้า ได้ปรับลดแนวโน้มยอดขายทั่วโลกสำหรับปีที่สิ้นสุดเดือนมี.ค.ลง 0.7% เหลือ 1.325 ล้านคัน เพราะปัญหาทางการเมืองไทย โดยนายโคกาอิกล่าวว่าบริษัทเชื่อว่ากำลังเริ่มมองเห็นผลกระทบจากความไร้เสถียรภาพทางการเมืองในไทย ซึ่งคาดว่าจะยืดเยื้อไปจนถึงกลางปีนี้
ด้านมิตซูบิชิกล่าวว่ายอดขายในไทยกำลังลดลง แต่ไม่มีผลกระทบต่อการผลิต
ในส่วนของมิตซูบิชิน้ั้น มีการปรับเปลี่ยนผู้บริหารด้วย โดยนายโอซามุ มาสุโกะ ประธานบริหาร จะขึ้นเป็นประธานกรรมการในเดือนมิ.ย. และเข้ารับตำแหน่งซีอีโอ






