วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หุ้นทั่วโลกดิ่งรับศก.สหรัฐทรุด

นักลงทุนถล่มขายกดดัชนีหุ้นดาวโจนส์-เอสแอนด์พี500-แนสแดก ร่วงกว่า 2% ฉุดหุ้นเอเชียกับยุโรปร่วง กลับมาตื่นกลัวประเด็นเพดานหนี้สหรัฐ

ความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นทั่วโลก ทั้งในสหรัฐ เอเชียและยุโรปวานนี้ (4ก.พ.) พากันปรับตัวลงอยู่ในแดนลบ หลังเกิดแรงเทขายอย่างหนักในตลาดสหรัฐ เมื่อนักลงทุนผิดหวังกับข้อมูลตัวเลขภาคการผลิตของสหรัฐ ผสมกับความกังวลเกี่ยวกับธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เดินหน้าลดใช้นโยบายผ่อนคลายการเงิน (คิวอี) อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ดัชนีดาวโจนส์ลดลง 2.08% ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปรับลง 2.28% และดัชนีหุ้นแนสแดกลง 2.61%

ส่วนตลาดหุ้นเอเชียวานนี้ ดัชนีนิกเคอิดิ่งลงมากที่สุด 4.18% หรือลดลง 610.66 จุด ปิดที่ระดับ 14,008.47 จุด และนับจากต้นปีนี้ดัชนีนิกเคอิลดลงแล้ว 14% หลังจากที่เคยปรับขึ้น 57% ในปีที่แล้ว ซึ่งถือเป็นปีดีที่สุดของตลาดหุ้นญี่ปุ่นในรอบ 40 ปีที่ผ่านมา ตามด้วยดัชนีหั่งเส็งของฮ่องกงวานนี้ลดลง 2.89% เมื่อปิดการซื้อขายช่วงบ่าย

ด้านดัชนีหุ้นไทยลดลง 15.97จุด ปิดที่ 1,276.84 จุด มูลค่าการซื้อขาย 24,948.21 ล้านบาท โดยต่างชาติขายสุทธิ 4,888.25 ล้านบาท ส่วนสถาบันซื้อ 1,382.56 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อ 186.88 ล้านบาท และนักลงทุนทั่วไปซื้อ 3,319.81 ล้านบาท ดัชนีหุ้นคอมโพสิตของเกาหลีใต้ลดลง 1.73% หรือลดลง 33.11 จุด ปิดที่ระดับ 1,886.85 จุด เป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนส.ค.ปีก่อน ส่วนดัชนีหุ้นออสเตรเลียปรับลง 1.75% หรือ 90.8 จุด ปิดที่ 5,097.1 จุด เป็นระดับต่ำสุดในรอบ 1 เดือนครึ่ง และดัชนีหุ้นนิวซีแลนด์ปรับลง 0.97% หรือลดลง 46.86 จุด มาอยู่ที่ 4,802.62 จุด ขณะที่ตลาดหุ้นจีนที่เซี่ยงไฮ้กับตลาดหุ้นไต้หวัน ยังปิดทำการเนื่องในวันหยุดยาวเทศกาลตรุษจีน

ขณะเดียวกันดัชนีชี้วัดตลาดหุ้นยุโรปโดยรวม ยังติดอยู่ในแดนลบวานนี้เป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน โดยดัชนีสต๊อกซ์ ยุโรป 600 ลดลง 0.8% เมื่อแยกดูตลาดรายประเทศ เปิดทำการช่วงเช้าวานนี้ตามเวลาในยุโรป ดัชนีหุ้นอังกฤษลดลง 0.39% อยู่ที่ 6,440.85 จุด ดัชนีหุ้นเยอรมนีปรับลง 0.81% มาอยู่ที่ 9,112.25 จุด ดัชนีหุ้นฝรั่งเศสลดลง0.16% เคลื่อนไหวอยู่ที่ 4,100.87 จุด

การกระหน่ำขายของนักลงทุน ทำให้ดัชนีสำคัญตลาดสหรัฐร่วงทุกตลาด เพราะนักลงทุนตื่นตกใจกับคำเตือนของนายจาคอบ ลูว์ รัฐมนตรีคลังของสหรัฐที่ว่าเพดานการกู้ยืมของสหรัฐ กลับมาเป็นประเด็นปัญหาอีกครั้งในวันที่ 7 ก.พ.นี้ ตามเวลาในสหรัฐ จุดความหวั่นเกรงอีกครั้ง ถึงความเป็นไปได้ที่สหรัฐอาจผิดนัดชำระหนี้

ขณะเดียวกันตัวเลขการจ้างงานเดือนม.ค.ของสหรัฐ ก็แย่กว่าคาดการณ์ไว้ จุดความกังวลเศรษฐกิจสหรัฐอาจไม่แกร่งอย่างที่ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ และผลจากเฟดจะลดใช้คิวอีกระตุ้นเศรษฐกิจจุดความกังวลให้กับนักลงทุนมากขึ้น ขณะที่กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากทุนไหลออกเพราะวิตกเฟดลดคิวอี รวมทั้งจีนซึ่งเป็นหนึ่งแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกสำคัญส่งสัญญาณอ่อนแอ

ดัชนีจัดซื้อผู้จัดการ หรือพีเอ็มไอของจีนเดือนม.ค.ปีนี้ ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 50.5 เทียบกับระดับ 51 ในเดือนธ.ค.ปีก่อน ซึ่งเอชเอสบีซีธนาคารชั้นนำของอังกฤษให้ข้อมูลสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ดัชนีพีเอ็มไอของจีนลดลงมาแตะระดับ 49.5 ทำสถิติต่ำสุดในรอบ 6 เดือน

นายมิทูล โคทชา นักวิเคราะห์ของเครดิต อกริโกล กล่าวว่า มีข้อมูลเพียงพอที่จะพูดได้ว่าบรรดานักลงทุนควรดูทิศทางสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหลักทรัพย์ หรือหุ้นให้ชัดเจนเสียก่อนในระยะสั้น เมื่อความปั่นป่วนดูเหมือนจะไม่จบลงเร็วๆ นี้

"ในช่วงที่เฟดมีการลดใช้คิวอี พร้อมกับความกังวลใจเกี่ยวกับตลาดเกิดใหม่ และการเติบโตอ่อนแอของจีน ทั้งหมดล้วนทำให้เกิดความผันผวนช่วง 2-3 สัปดาห์ข้างหน้านี้ได้" นายโคทชา กล่าว

ในกรณีมีข่าวว่ารัฐมนตรีคลังของสหรัฐ ออกมาพูดว่า เวลาสำหรับนักการเมืองในประเทศ ที่เจรจาการเพิ่มเพดานหนี้รัฐบาลนั้นกำลังหมดไป ส่งผลให้นักวิเคราะห์กลุ่มหนึ่งออกมาเตือนเช่นกันว่าความล้มเหลวที่จะทำให้ได้ตามสัญญาของนักการเมือง อาจนำพาเศรษฐกิจโลกไปสู่ความตกต่ำ ซึ่งคล้ายคลึงกับวิกฤติการเงินปี 2551 โดยนายลูว์รัฐมนตรีคลังสหรัฐย้ำว่า สภาคองเกรสจำเป็นต้องดำเนินการยืดเวลาการให้อำนาจกู้ยืมของประเทศออกไป และจำเป็นต้องดำเนินการตอนนี้

เยลเลนขึ้นผู้นำเฟดใหม่

ขณะเดียวกันมีรายงานข่าวว่า นางเจเน็ต เยลเลน รองประธานเฟด ได้เข้าพิธีสาบานตนอย่างเป็นทางการ เพื่อรับตำแหน่งเป็นประธานเฟดคนใหม่ แทนนายเบน เบอร์นันกี้แล้ววานนี้ โดยนางเยลเลน เข้าพิธีสาบานตนเพื่อรับตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่ ต่อจากนายเบอร์นันกี้ ซึ่งครบวาระการดำรงตำแหน่ง 2 สมัย รวม 8 ปีในสัปดาห์ที่แล้ว

ทั้งนี้นางเยลเลน กลายเป็นประธานเฟดหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ 100 ปี ขององค์กร หลังจากเธอทำงานอยู่ในคณะกรรมการบริหารเฟดมานานกว่า 14 ปี จนประธานาธิบดีบารัก โอบามา เสนอชื่อเธอให้เป็นประธานเฟดคนใหม่เมื่อวันที่ 9 ต.ค.ปีที่แล้ว และได้รับการอนุมัติจากวุฒิสภาให้เธอดำรงตำแหน่งดังกล่าวเป็นเวลา 4 ปี

การเข้ารับตำแหน่งของนางเยลเลน ยังเกิดขึ้นในช่วงที่เฟดเดินหน้าลดใช้คิวอี และนางเยลเลนยังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด ในเรื่องนโยบายอัตราว่างงาน ซึ่งปัจจุบัน สหรัฐมีอัตราว่างงานอยู่ที่ 6.7% ใกล้กับระดับเป้าหมายของเฟดที่ 6.5% ซึ่งนักวิเคราะห์เชื่อว่า เรื่องนี้่จะเป็นเรื่องที่นางเยลเลนพูดถึง ระหว่างการชี้แจงต่อสภาคองเกรส