การพลิกโฉมอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยในรอบเกือบ 60 ปี กำลังจะเริ่มต้นขึ้นนับจากปี 2557 เป็นต้นไป
จากการเริ่มต้นส่งสัญญาณโทรทัศน์ระบบดิจิทัล (ทีวีดิจิทัล) ประเภทบริการธุรกิจ 24 ช่อง โดยคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ดำเนินการจัดสรรคลื่นความถี่ฯ และกระบวนการประมูลในช่วงส่งท้ายปีที่ผ่านมา ประกอบไปด้วยช่องเอชดี 7 ช่อง วาไรตี้ 7 ช่อง ข่าว 7 ช่อง และช่องเด็ก 7 ช่อง อายุใบอนุญาต 15 ปี
จบการประมูลมี 17 กลุ่มธุรกิจชนะการประมูล ซึ่งมีวงเงินรวมมูลค่าการเสนอราคาทั้งหมด 50,862 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 234% จากมูลค่าราคาประมูลขั้นต้น
พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธาน กสทช. และประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) กล่าวว่าการประมูลทีวีดิจิทัล ประเภทธุรกิจ 24 ช่อง ที่ผ่านมาประสบความสำเร็จด้วยดี เนื่องจากผู้เข้าประมูลในแต่ละประเภทล้วนเป็นผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าสู่ระบบการแข่งขันเสรีตามกลไกตลาดในยุคเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยจากระบบอนาล็อกไปสู่ดิจิทัล ที่ทำให้มีช่องฟรีทีวีเพิ่มขึ้นจาก 6 ช่อง เป็น 24 ช่อง ซึ่งครัวเรือนไทยทั่วประเทศสามารถรับชมได้ฟรี
หลังจบการประมูลบอร์ดกสท.จะพิจารณารับรองรายชื่อผู้ชนะการประมูลภายใน 15 วัน คาดว่าผู้ได้รับใบอนุญาตทีวีดิจิทัลจะเริ่มออกอากาศได้ภายในเดือน ก.พ.2557
"การประมูลครั้งนี้ได้คัดเลือก ผู้ที่มีความพร้อมและมีความต้องการอย่างแท้จริงเป็นผู้ดำเนินกิจการโทรทัศน์ ด้วยต้นทุนราคาที่ผู้ชนะประมูลมั่นใจว่าสามารถประกอบกิจการอยู่รอดได้ตลอดอายุใบอนุญาต 15 ปี"
การออกแบบการประมูลทีวีดิจิทัล รวมทั้งจำนวนช่องที่จัดประมูล สอดคล้องกับดีมานด์-ซัพพลายของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ เพื่อไม่ให้เกิดการแข่งขันมากเกินไป
อีกทั้งเป็นรูปแบบการประมูลที่ทำให้ คนผิดหวังมีจำนวน"จำกัด"
ด้วยรูปแบบการจัด "ลำดับ" การประมูลที่กำหนดให้ช่องเอชดี ซึ่งมีราคาขั้นต้นประมูลสูงสุดที่ช่องละ 1,510 ล้านบาท ประมูลเป็นลำดับแรก เพื่อสร้าง โอกาสครั้งที่สอง ในการประมูลหมวดหมู่ถัดไปที่มีราคาขั้นต้นต่ำกว่า ให้ผู้ประกอบการที่พลาดในครั้งแรก
สุดท้ายหากผู้เข้าร่วมประมูล "ไม่สามารถชนะประมูล"ในทุกหมวดหมู่ ยังมีโอกาสเข้าสู่อุตสาหกรรมโทรทัศน์ระบบดิจิทัล ในฐานะผู้ "เช่าเวลา" ในทั้ง 24 ช่องที่ชนะการประมูล ตามที่ กสทช. ได้ออกแบบให้แต่ละช่องทีวีดิจิทัล ประเภทบริการธุรกิจ ต้องเปิดโอกาสให้มีผู้ผลิตภายนอก เช่าเวลาผลิตรายได้ในสัดส่วน 10-40% ของเวลาออกอากาศ
การออกแบบดังกล่าวเพื่อให้เกิดความสมดุลและเข้าสู่ระบบด้วยความเรียบร้อย เพื่อให้เกิดนิยามความเป็นฟรีทีวี ที่สอดคล้องกับความเป็นจริง
พ.อ.นที บอกว่าการจัดสรรคลื่นฯ ทีวีดิจิทัล ที่จะเป็นจุดเปลี่ยนอุตสาหกรรมโทรทัศน์ ประการสำคัญ คือการออกแบบความเป็น "เจ้าของ" สถานีทีวี ภายใต้ระบบใบอนุญาตที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น จากเดิมฟรีทีวี อนาล็อก 6 ช่อง เป็นทีวีดิจิทัล 24 ช่อง หลังจากมีเจ้าของไลเซ่นส์ ทีวีดิจิทัลเพิ่มขึ้น ช่องทีวีใหม่จะมี "คุณค่า" และฐานผู้ชม จำเป็นต้องมีเนื้อหา(คอนเทนท์) ที่ดีมานำเสนอ
หากช่องทีวีต้องการมีเนื้อหาที่ดี จะต้องจูงใจผู้ผลิตคอนเทนท์ให้เข้าร่วมงาน ท้ายที่สุดการจะทำให้กิจการโทรทัศน์เกิดประโยชน์ที่แท้จริงต่อสังคม จะต้องทำให้ผู้ผลิตคอนเทนท์ มีการแข่งขันด้านคอนเทนท์ เพื่อทำให้กิจการโทรทัศน์สามารถขยายฐานต่อยอดไปได้ในอนาคต
"กสทช.ต้องการเห็นอุตสาหกรรมสื่อ ก้าวสู่การเห็นคุณค่าของคอนเทนท์ จึงต้องเริ่มจากการไม่ให้มีใครมาจำกัดช่องทางการออกอากาศ และมีอิทธิพลเหนือผู้สร้างสรรค์เนื้อหาสาระ เพราะเท่ากับจะไม่เห็นการพัฒนาเนื้อหาสาระของผู้ผลิตคอนเทนท์ หรือไม่สามารถสู้กับอิทธิพลกับเจ้าของไลเซ่นส์ได้"
การเกิดขึ้นของ "ทีวีดิจิทัล" ทำให้ข้อจำกัดเรื่องช่องทางหมดไป เจ้าของคอนเทนท์สามารถสร้างสรรค์เนื้อหาได้อย่างไม่มีข้อจำกัด
การกำหนดหมวดหมู่ช่องรายการทั้ง วาไรตี้ ข่าว เด็กและครอบครัว เพราะ กสทช.ต้องการเห็นคอนเทนท์ที่ส่งเสริมวัฒนธรรมไทย สาระความรู้สำหรับเยาวชน ปลูกฝังให้เป็นคนดี ต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน เชื่อว่าหากมีพื้นที่และกลุ่มสนใจเพียงพอ จะทำให้เกิดการสร้างสรรค์คอนเทนท์ที่ดีผ่านสื่อฟรีทีวีดิจิทัล
ตัวอย่างที่ชัดเจนในการใช้ "คอนเทนท์" เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คือประเทศเกาหลี ส่งผลให้อุตสาหกรรมคอนเทนท์เกาหลี สามารถส่งออกไปทั่วโลก และต่อยอดให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเติบโต สร้างรายได้มหาศาลเข้าประเทศ รวมถึงเรื่องการแพทย์ อุตสาหกรรมอาหารที่ได้ความนิยมในหลายประเทศ ล้วนเกิดจากอิทธิพลของ "คอนเทนท์" ทั้งสิ้น
ขณะที่ความคิดสร้างสรรค์ของครีเอทีฟไทย และความสามารถด้านการผลิตคอนเทนท์ของผู้ผลิต เชื่อว่าหากมีช่องทางและพื้นที่นำเสนอคอนเทนท์ที่ดี จะผลักดันให้อุตสาหกรรมคอนเทนท์ไทย สามารถขยายตัวได้ในระดับโลก เช่นเดียวกับประเทศเกาหลี
"ประเทศไทยมีผู้ผลิตเนื้อหาที่มีคุณภาพแข่งขันได้ในระดับโลก แต่ที่ผ่านมาไม่มีพื้นที่ให้แสดงออกถึงความสามารถและผลงาน หลัง กสทช.จัดสรรคลื่นฯ และเพิ่มจำนวนช่องทีวีดิจิทัลใหม่ ผู้ได้รับใบอนุญาตและผู้ผลิตคอนเทนท์จะประสบความสำเร็จหรือไม่ อยู่ที่การสร้างความนิยมในกลุ่มผู้ชม"
พ.อ.นที เชื่อว่าการสร้างสภาพแวดล้อมในอุตสาหกรรมสื่อผ่านช่องทีวีดิจิทัล ท้ายที่สุดจะทำให้เกิดการแข่งขันด้านการผลิตเนื้อหา ที่จะส่งผลมหาศาลต่ออุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทย จะเห็นได้ว่าความสามารถด้านจิตนาการ การสร้างสรรค์คอนเทนท์ โฆษณาของประเทศไทยจัดอยู่ในอันดับต้นๆของโลก
พื้นที่ทีวีดิจิทัล 24 ช่อง ที่เพิ่มขึ้น จะทำให้อุตสาหกรรมสื่อและคอนเทนท์ไทยเดินไปได้ในทิศทางเดียวกับเกาหลีและมีโอกาสเติบโตสูง ในปี 2557 ซึ่งทีวีดิจิทัลจะเริ่มออกอากาศ จะมีช่องและเวลาเพิ่มขึ้นจากเดิม 8 เท่าตัว ซึ่งหมายถึง การเพิ่มขึ้นของพื้นที่ในการสร้างสรรค์ผลงานอีกมหาศาล
"อุตสาหกรรมทีวีในยุคทีวีดิจิทัล ไม่ใช่อุตสาหกรรมของคนรวยอีกต่อไป"
เห็นได้จากการประมูลทีวีดิจิทัลที่ผ่านมา ผู้ชนะการประมูลมาจาก 17 กลุ่มธุรกิจ มีผู้ประกอบการรายเดิมชนะประมูล 20% และผู้ประกอบการรายใหม่ชนะประมูล 80% ถือเป็นการกระจายความเป็น "เจ้าของ" (Ownership) ในหลากหลายกลุ่มที่มีความพร้อมด้านคอนเทนท์ในแต่ละหมวดหมู่
ด้านอุตสาหกรรมโฆษณาเชื่อว่าจะมีโอกาสเพิ่มขึ้นอีก 2-3 เท่าตัว จากปัจจุบันที่มีมูลค่า "แสนล้าน" ในช่วง 2-3 ปี นับจากทีวีดิจิทัลเริ่มออนแอร์ เพราะในยุคฟรีทีวี อนาล็อกเดิมผู้ลงโฆษณาที่มีความสามารถในการซื้อสื่อ จำกัดอยู่ใน บริษัทขนาดใหญ่กลุ่มท็อป 100 บริษัทแรกในประเทศไทยเท่านั้น ด้วยราคาโฆษณาสูงระดับ 1-5 แสนบาทต่อนาที
แต่ด้วยจำนวนช่องรายการที่เพิ่มขึ้น และมีความหลากหลายของหมวดหมู่ รวมทั้งคอนเทนท์ที่นำเสนอ ทำให้มีระดับราคาที่หลากหลาย อาจจะเริ่มต้นที่หลัก "หมื่นบาท" ต่อนาที ทำให้ธุรกิจประเภท SMEs มีโอกาสใช้พื้นที่โฆษณาผ่านสื่อฟรีทีวีระดับชาติมากขึ้น
จุดเปลี่ยนสื่อในยุคทีวีดิจิทัล จะนำไปสู่การแช่งขันที่เป็นธรรมของอุตสาหกรรม เมื่อผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก มีโอกาสใช้ช่องทางและเครื่องมือสื่อสารได้ไม่ต่างจาก "รายใหญ่" และส่งผลต่อภาพรวมอุตสาหกรรมสื่อให้เติบโตนับจากนี้






