วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

นักวิเคราะห์ชี้ไทยน่าลงทุนเมินปัญหาการเมือง

นักวิเคราะห์มองไทยยังน่าลงทุน ไม่หวั่นปัญหาการเมือง ลงทุน 2 ล้านล้าน สะดุดชั่วคราว เชื่อมั่้นศักยภาพไทยเหมาะเป็นผู้นำเออีซี

นายลอว์เรนซ์ อีเดลสัน ประธาน อีสเทิร์น แคปปิตอล พีทีวาย ในฐานะนักเขียนและนักค้าทองคำรายใหญ่ ให้สัมภาษณ์ "กรุงเทพธุรกิจทีวี" ถึงความเสี่ยงทางการเมืองของไทยที่เกิดขึ้นในขณะนี้ว่า คุณเชื่อไหม ว่าสำหรับผม คิดว่าไม่มีตลาดไหนน่าสนใจเท่ากับประเทศไทย

"ผมเป็นนักลงทุนที่ยืนทวนกระแส เหมือนวอร์เรน บัฟเฟต์ ผมชอบที่จะซื้อท่ามกลางภาวะที่ตลาดเต็มไปด้วยความกลัว และผมมักจะขายในภาวะที่ตลาดเต็มไปด้วยความโลภ เช่นเดียวกับตอนนี้ในตลาดเมืองไทยเต็มไปด้วยความกลัว และถ้าคุณศึกษาข้อมูลให้ลึกซึ้งของตลาดคุณย่อมจะพบว่า ในช่วงวิกฤติการเมือง หรือวิกฤตการเงิน ตลาดมักจะร่วงหนัก แน่นอนนั่นคือโอกาสซื้อที่ดีที่สุด เพราะมันไม่ได้เลวร้ายถึงกับเป็นจุดจบของโลก"

ปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้อาจจะลากยาวเป็นเดือน หรือสามเดือน เราไม่มีทางรู้ แต่มันคงจะต้องดีขึ้นในที่สุด และตลาดไทยเองก็ตกลงมาประมาณ 30% ก็ถือว่าจะซึมซับข่าวเรื่องนี้ไปพอสมควรแล้ว การขายหนักๆก็มีออกมาแล้ว เครื่องมือการซื้อขายของผม ส่งสัญญาณซื้อมาตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม ซึ่งจากนั้นตลาดหุ้นก็ขึ้นมา 30-40 จุด ถึงจะปรับขึ้นมาไม่มากแต่ก็ดูดีทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ส่วนผลกระทบการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ นายลอว์เรนซ์ กล่าวว่า เป็นการหยุดชะงักเพียงแค่ชั่วคราว

"ผมมองบวกแน่กับวิกฤตการเมืองครั้งนี้ เพราะผมเชื่อว่ามันจะคลี่คลายได้ในที่สุด"

สำหรับความจำเป็นในการลงทุนโครสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านในมุมมองของ นายลอว์เรนซ์ กล่าวว่า แน่นอนว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต้องมาเป็นอันดับแรก ถ้าโครงการยังชะงักอยู่เพราะสถานการณ์การเมือง หรือต้องยกเลิกไปด้วยเหตุใดก็ตาม ผมก็ยังไม่เป็นห่วงในเรื่องนี้ เพราะประเทศไทยนาทีนี้อยู่ในตำแหน่งที่ดีมากที่จะเป็นผู้นำอาเซียน เราคงไม่จำเป็นต้องให้น้ำหนักมากกับสถานการณ์การเมืองปัจจุบันนี้ เพราะอย่างไรก็ตามวิกฤตก็จะต้องจบลงซักวัน

สำหรับประเทศไทยถือว่าอยู่ในตำแหน่งที่ดีและเหมาะสมที่จะเป็นผู้นำของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และถึงแม้ว่ารัฐบาลไม่สามารถหาเงินมาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานได้ ภาคเอกชนที่เห็นโอกาสก็คงจะเข้ามาเป็นผู้ลงทุนเอง

"อย่างจีนเองก็คงขนเงินเข้ามาลงทุน ญี่ปุ่นเองก็คงพร้อมที่จะเข้ามาลงทุนเช่นกัน พวกเค้าต่างรอคอยโอกาสที่เหมาะสมที่จะเข้ามาทุ่มเม็ดเงินลงทุนมหาศาล ซึ่งผมคาดการณ์ภายในช่วงระยะ 6 เดือนหลังจากนี้ จีน และญี่ปุ่นจะเป็นนักลงทุนหลักของประเทศไทย และในช่วงที่ทุกคนคิดแต่จะขาย หรือจะถอนเงินออกจากตลาดไทย คุณทราบหรือไม่ว่าข้อมูลลบที่คุณได้รับมันเป็นข้อมูลย้อนหลัง ซึ่งไม่ใช่ข้อมูลที่จะบ่งชี้อนาคต ผมได้พูดคุยกับนักลงทุนทั้งจีนและญี่ปุ่นหลายคนซึ่งทุกคนยังรักประเทศไทย"