"ซัมซุง"ยักษ์ใหญ่อิเล็กทรอนิกส์ของเกาหลีใต้ รายงานมีผลกำไรในไตรมาส 4 ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี
"ซัมซุง"ยักษ์ใหญ่อิเล็กทรอนิกส์ของเกาหลีใต้ รายงานว่ามีผลกำไรในไตรมาส 4 ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี ในช่วงที่เงินวอนแข็งค่าและการขยายตัวของตลาดสมาร์ทโฟนราคาแพงกำลังชะลอตัว
ซัมซุงระบุว่า ผลกำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 7,800 ล้านดอลลาร์หรือราว 234,000 ล้านบาท ลดลง 18% จากไตรมาสที่ 3 และลดลง 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2555 ขณะที่ผลกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 3.7% จากปีก่อน แต่ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญจากไตรมาสที่ 3 ซึ่งอยู่ที่ 25.6% เนื่องจากส่วนต่างจากธุรกิจชิพอันแข็งแกร่งของบริษัทไม่สามารถที่จะชดเชยผลกำไรที่เริ่มซบเซาของธุรกิจสมาร์ทโฟนรุ่นกาแล็กซี่ได้
หัวหน้าฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ของซัมซุง "นายโรเบิร์ต อี้" กล่าวว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนในเศรษฐกิจมหภาค เช่น เงินวอนที่แข็งค่า และความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มการลดมาตรการคิวอีของสหรัฐ ทำให้ผลกำไรของซัมซุงต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ นอกจากนี้ เขายังชี้ว่าเป็นเพราะการเสียค่าใช้จ่ายด้านการตลาดสูงเพื่อโฆษณาซัมซุงกาแล็กซี่ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น การให้เงินโบนัสพิเศษแก่พนักงาน
ทั้งนี้ รายได้ของซัมซุงซึ่งน้อยกว่าที่คาดไว้ยิ่งทำให้เกิดการคาดเดาว่าการเติบโตของผลประกอบการอาจมาถึงจุดชะลอตัวสำหรับซัมซุงซึ่งได้ชื่อว่าเป็นบริษัทผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นคู่แข่งบริษัทแอ๊ปเปิ้ลของสหรัฐ
ซัมซุงคาดว่าจะยังไม่มีการฟื้นตัวอย่างทันทีทันใดในปี 2557 โดยในไตรมาสแรกจะถือเป็นความท้าทายสำหรับซัมซุงในการปรับปรุงผลกำไร เนื่องจากฤดูซบเซาของอุตสาหกรรมไอทีจะกระทบต่อความต้องการอุปกรณ์ส่วนประกอบต่าง ๆ และโทรทัศน์ด้วย
ผลประกอบการล่าสุดของซัมซุงถือเป็นการสิ้นสุดการมีผลกำไรรายไตรมาสสูงสุดมาเป็นเวลานาน จากยอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างของผลิตภัณฑ์ตระกูลกาแล็กซี่ โดยธุรกิจมือถือของซัมซุงมีผลกำไรในไตรมาสที่ 4 อยู่ที่ 5.47 ล้านล้านวอน ลดลง 2.8% จากไตรมาสที่ 3 เนื่องจากต้นทุนที่สูงขึ้นตามฤดูกาล
นักวิเคราะห์จากเอชเอ็มซี อินเวสท์เมนท์ ซีเคียวริตีส์ กล่าวว่า ถึงแม้จำนวนผู้ซื้อสมาร์ทโฟนจะยังคงเพิ่มขึ้น แต่เป็นเรื่องยากสำหรับซัมซุงในการกระตุ้นความต้องการซื้อมือถือรุ่นราคาแพงของตน ซัมซุงจึงต้องลดราคามือถือเหล่านั้น ซึ่งก็ทำให้ส่วนต่างกำไรลดลงตามไปด้วย
ทั้งนี้ ข้อมูลของบริษัทวิจัยการตลาดไอดีซีระบุว่า ซัมซุงมีส่วนแบ่งในตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกมากที่สุดอยู่ที่ 38.8% นับถึงไตรมาสที่ 3 ของปีก่อน ตามมาด้วยคู่แข่งอย่างแอ๊ปเปิ้ลซึ่งมีส่วนแบ่งอยู่ 13.1%


