คาดกำไรปี 57 จะเติบโตอีกราว 28%
ประเด็นสำคัญในการลงทุน:
กำไรสุทธิปี 2556 ที่ดีกว่าคาด 10% เติบโตก้าวกระโดดกว่า 3 เท่าตัวจากปี 2555 : ปี 2556 มีกำไรสุทธิ 5,737 ล้านบาทดีกว่าคาด 10% เติบโตก้าวกระโดดถึง 355%YoY เนื่องจาก 1) รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเติบโต 22% จากส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ(NIM)เพิ่มขึ้นสู่ 3.12% จาก 2.73% ในปี 2555 จากการเพิ่มสินเชื่อ SME ทำให้ผลตอบแทนของสินเชื่อเพิ่มขึ้นและการเพิ่มขึ้นของบัญชีเงินฝากไม่ประจำและ ME ที่ช่วยลดต้นทุนการเงิน 2) รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 10% ตามการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการจากการเริ่มทำ cross-sale ในช่วงครึ่งหลังของปี 3) การจัดการต้นทุนที่ทำได้ดีส่งผลให้อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ (Cost to Income Ratio) ลดลงเหลือ 50.5% จาก 56.5% ในปี 25554) ตั้งสำรองหนี้สูญลดลง 13% จากปี 2555 แม้ว่าจะมีการตั้งสำรองพิเศษเพื่อรองรับความเสี่ยงของเศรษฐกิจ ด้านฐานะเงินกองทุนตามเกณฑ์ BASEL III มีอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งหมด 15.9% และเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier I) เท่ากับ 9.9%ถือว่าอยู่ในระดับสูง
สินเชื่อปลายปี 2556 เติบโต 5.1% คุณภาพสินทรัพย์ดีขึ้นต่อเนื่อง : สิ้นเดือนธ.ค.2556 มีสินเชื่อรวม 5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.1%จากปลายปี 2555 จากการขยายตัวของสินเชื่อคุณภาพในกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กเป็นหลักตามแผนกลยุทธ์มุ่งขยายฐานลูกค้าผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและเล็ก ด้านคุณภาพสินทรัพย์มีพัฒนาการดีขึ้นต่อเนื่องโดยมีอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวมลดลงเหลือ 3.87% จาก 4.1% เมื่อปลายปี 2555 อย่างไรก็ดี อัตราส่วนดังกล่าวยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ระดับราว 2% ทั้งนี้ ธนาคารมีอัตราส่วนกันสำรองหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) เท่ากับ 140% เพิ่มขึ้นจากระดับ 113% เมื่อปลายปี 2555
ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2557 เพิ่มขึ้น 8%ซึ่งยังเติบโต 28%YoY : ด้วยสมมติฐานการเติบโตของสินเชื่ออย่างอนุรักษนิยมที่ 8% เทียบกับเป้าของผู้บริหารที่ 8-10% และคาดการณ์ระดับ NIM ทรงตัวที่ 3% และปรับลดอัตราส่วน Cost to Income Ratio จาก 47% เหลือ 46% ส่งผลให้ประมาณการกำไรสุทธิใหม่ปี 2557 เพิ่มขึ้น 8% เป็น 7.3 พันล้านบาทซึ่งเติบโต 28% จากปี 2556
คงคำแนะนำ“ซื้อเก็งกำไร”ปรับราคาเหมาะสมเป็น 2.75 บาทจากเดิม 2.66 บาท : ทั้งนี้เพื่อสะท้อนความเสี่ยงเชิงระบบฝ่ายวิจัยได้ปรับลด Prospect PBV จากเดิม 2 เท่าเหลือ 1.8 เท่าทำให้ราคาเหมาะสมใหม่เพิ่มจาก 2.66 บาทเป็น 2.75 บาทซึ่งยังมี upside ราคาปิดล่าสุดทั้งนี้ ประเด็นการขายหุ้นยังแผ่วในช่วงนี้เนื่องจากอยู่ในระหว่างรอรัฐบาลใหม่ ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานของธนาคารแข็งแกร่งขึ้นเมื่อเทียบกับช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาจากแนวโน้มผลประกอบการที่ปรับดีขึ้นเป็นลำดับทำให้ฝ่ายวิจัยคงคำแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร”






