นักเศรษฐศาสตร์3ชาติเอเชีย จีน-เกาหลีใต้-ญี่ปุ่น เห็นพ้องการเมืองวุ่นไร้ทางออก กดจีดีพีไทย 2-3 ปีหน้าขยายตัวลดลง ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานล่าช้า
นายโคจิ ซากูมะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์สถาบันด้านนโยบายการเงินระหว่างประเทศ (ไอไอเอ็มเอ) ในญี่ปุ่น ให้ความเห็นระหว่างร่วมงานสัมมนาเรื่อง "ผลกระทบจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในเอเชียในส่วนเกี่ยวข้องกับภาครัฐ" วานนี้ (21 ม.ค.) ว่า ความวุ่นวายการเมืองในไทยขณะนี้ ย่อมส่งผลกระทบทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้และหลายปีข้างหน้าชะลอตัวลงแน่ และการไม่มีรัฐบาลทำหน้าที่ ส่งผลเสียหายร้ายแรงต่อการเติบโตของประเทศได้
"แน่นอนว่าความวุ่นวายทางการเมือง ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการลงทุนโครงการใหญ่ของภาครัฐ ซึ่งจะช่วยพัฒนาสาธารณูปโภคต่างๆ ที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตของประเทศ การดำเนินนโยบายสะดุดหรือผิดพลาด สามารถทำให้อัตราการเติบโตลดลง" นายซากูมะ กล่าว
นายซากูมะ แนะนำว่า หากไทยอยากกลับมาขยายตัวได้มาก คงทำไม่ได้แบบทันทีทันใด เพราะตอนนี้ต้องจัดการความวุ่นวายทางการเมืองให้เรียบร้อยชัดเจนเสียก่อน และต้องดึงเอาความเชื่อมั่นนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศกลับคืนมาให้ได้
ด้านนายบกยอง ปาร์ค นักวิชาการเศรษฐศาสตร์จากยุงฮี ยูนิเวอร์ซิตี้ ในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เห็นด้วยกับนายซากูมะว่า ความวุ่นวายทางการเมืองในไทยตอนนี้ ส่งผลกระทบทำให้การเติบโตของไทยลดลง เพราะเศรษฐกิจไทยช่วงที่ผ่านมา พึ่งพาการลงทุนโดยตรงจากประเทศ (เอฟดีไอ) มาก ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองก่อเกิดปัญหารุนแรง และจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้าได้
"สถานการณ์การเมืองในเกาหลีใต้ถือว่ามีเสถียรภาพ แต่ในไทยตอนนี้กลับเกิดความขัดแย้ง มีการประท้วงทางการเมือง มีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ จนทำให้การเมืองไทยตอนนี้กลับไร้เสถียรภาพ สภาพเช่นนี้จะส่งผลกระทบต่อกระแสเงินทุนไหลเข้าประเทศโดยเฉพาะเอฟดีไอได้"
เขาเพิ่มเติมว่า ความวุ่นวายทางการเมือง ทำให้การใช้จ่ายลงทุนสาธารณูปโภคโครงการใหญ่ของรัฐล่าช้า ส่งผลให้การเติบโตของประเทศช้าลงด้วย เอฟดีไอดีๆ ที่ไหลเข้ามา ก็เพราะเห็นว่าประเทศนั้นๆ มีสภาพแวดล้อมด้านสาธารณูปโภคที่ดี หากการเมืองไม่มีเสถียรภาพการลงทุนสาธารณูปโภคล่าช้าไปด้วย ย่อมทำให้เกิดผลเชิงลบต่อเศรษฐกิจไทยด้วย
"ตอนนี้ทั้งจีนและชาติอาเซียนอื่นๆ ต่างปรับปรุงสภาพแวดล้อมด้านสาธารณูปโภคกันแล้ว ถ้าการเมืองในไทยยังวุ่นวายจนทำให้โครงการลงทุนสาธารณูปโภคล่าช้า ก็จะทำให้เอฟดีไอที่เคยไหลเข้าชะลอตัวลง และไหลไปที่อื่นได้" นายปาร์คตั้งข้อสังเกต
ส่วนนายซง ฮอง นักวิชาการจากสถาบันศึกษาการเมืองและเศรษฐกิจโลก (ไอดับเบิลยูพี) ในจีน มองว่าสถานการณ์ทางการเมืองเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการบริหารจัดการประเทศ หรือช่วยให้เกิดยุทธศาสตร์ชัดเจนซึ่งสามารถทำให้เกิดผลสำเร็จในทางปฏิบัติได้ ถ้าการเมืองไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมก่อผลกระทบเป็นลบต่อการวางยุทธศาสตร์และทำยุทธศาสตร์ให้เกิดผลสำเร็จ
เขาเพิ่มเติมด้วยว่าประเทศไทยต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหา และต้องรอดูว่าอะไรเกิดขึ้นทางการเมืองหรือมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหรือไม่ ซึ่งยังเป็นคำถามหรือข้อสงสัยอยู่ หากไทยทำได้ดีปรับเปลี่ยนทุกอย่างให้ดีขึ้นได้ กลับมามียุทธศาสตร์บริหารประเทศได้อีกครั้ง ก็จะช่วยให้เกิดการเติบโตได้มาก
ขณะที่นางสาวแธม เซียว ยีน นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ จากสถาบันศึกษาระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยแห่งชาติมาเลเซีย มองว่าความล่าช้าในโครงการลงทุนของภาครัฐไม่ใช่ปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการเติบโตของประเทศ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่ารัฐบาลสามารถลงทุนในโครงการช่วยให้เกิดศักยภาพเพิ่มผลิตภาพที่ดีภายในประเทศได้หรือไม่
เธอยกตัวอย่างเช่น ถ้าเกิดปัญหาจราจรติดขัดในเมือง การลงทุนช่วยเพิ่มบริการขนส่งสาธารณะแก้ปัญหารถติด เท่ากับเป็นการลงทุนช่วยสร้างและปรับปรุงผลิตภาพให้กับสาธารณชนที่ใช้เวลาเดินทางไปทำงานได้เร็วสะดวกยิ่งขึ้น
"การลงทุนภาครัฐ ต้องดูว่าให้อัตราผลตอบแทนจากโครงการ และสามารถบอกได้ว่าใครได้ประโยชน์บ้าง แม้เป็นโครงการใหญ่ต้องใช้จ่ายสูงหรือราคาแพงมาก แต่ถ้าเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม ช่วยให้การขนส่งเดินทางสาธารณชนสะดวกและรวดเร็วขึ้นก็ถือว่าดี" นางสาวยีนอธิบาย
ความเห็นของนางสาวยีน สอดรับกับนายซากูมะที่ว่า การใช้เงินลงทุนของภาครัฐไม่ก่อเกิดประโยชน์ถือเป็นปัญหาหนึ่งที่สำคัญ เพราะการนำเงินของรัฐซึ่งเป็นเงินที่ได้จากภาษีของประชาชนไปใช้ไม่ถูกทาง ย่อมส่งผลเชิงลบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้เช่นกัน
"สิ่งสำคัญในการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ ควรเปิดโอกาสให้หารือกันเป็นวงกว้างในหมู่สาธารณชน ไม่ใช่เป็นการหารือแบบปิดเฉพาะกลุ่ม การหารืออย่างเปิดเผยและเปิดกว้างเท่านั้น ที่จะสามารถส่งผ่านความเห็นของคนส่วนใหญ่ในประเทศไปสู่นักการเมืองได้ และเป็นทางแก้ปัญหาเดียวที่จะช่วยให้เกิดการจัดลำดับความสำคัญของการลงทุน และทำให้การลงทุนมีประสิทธิภาพ" นายซากูมะ กล่าว







