วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หุ้น จำเป็นด้วยหรือ ??

ท่ามกลางกระแสการลงทุนในหุ้นมาแรงจนฉุดไม่อยู่ สร้างนักลงทุนหน้าใหม่เข้าตลาดหลายหมื่นคน แต่จะมีกี่คน ที่จะอยู่รอดจนได้เป็นเซียนหุ้น

ในระยะเวลา 4 - 5 ปี ที่ผ่านมา กระแสการลงทุนโดยตรงในหุ้นมาแรงมาก เราได้ยินได้ฟังเรื่องราวของคนหลายๆ คน ที่ประสบความสำเร็จทางการลงทุนสามารถบรรลุอิสรภาพทางการเงินจากการลงทุนในหุ้น มีบัณฑิตจบใหม่หลายๆ คน เริ่มไม่อยากทำงานประจำแต่อยากเป็นนักลงทุนเต็มเวลา อยากเป็นFreedom Trader คิดดูสิครับว่า ชีวิตนี้มันช่างน่ารื่นรมย์แค่ไหน ไม่ต้องตื่นแต่เช้าไปตอกบัตร ไม่ต้องทำรายงานส่งหัวหน้า ไม่ต้องสู้รบปรบมือกับใคร แค่ออกไปนั่งชิลล์ๆ ที่ร้านกาแฟ ดูกราฟ ดูราคาหุ้นจาก Ipad ซื้อๆ ขายๆ หาโอกาสทำกำไร ก็มีเงินใช้เดือนละ 2 - 3 หมื่นบาทแล้ว นี่แหละ ชีวิตที่ฉันอยากได้.. ผมเชื่อว่าหลายๆ คนคงคิดแบบนี้

หลายๆ คนก็เริ่มศึกษา หาแนวทางที่ตนเองถนัด ไม่ว่าจะเป็นแนว "ลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investment : VI)" วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน หรือบางคนอาจเป็น "เด็กเทคนิค (Technical Analysis)" วิเคราะห์กราฟ บ้างก็เล่นตามเซียน ตามข่าว ตาม Trend แต่ถ้าแค่การอ่านหนังสือการลงทุนในหุ้น รู้จักตัวเลข PE, PBV,ROE, Dividend, Ratio รู้จักกราฟ สัญญาณซื้อ สัญญาณขาย แล้วสามารถทำให้ประสบความสำเร็จเป็นเซียนหุ้นได้แล้วละก็ คนแต่งหนังสือเหล่านี้ หรืออาจารย์ในมหาวิทยาลัย คงเป็นเศรษฐีหุ้นกันไปหมดแล้ว จริงมั้ยครับ

ผมอยากจะบอกว่า ชีวิตมันไม่ได้ง่ายแบบนั้น เมื่อต้นปี 2556 ตลาดหลักทรัพย์ประกาศว่ามีนักลงทุนหน้าใหม่เข้ามาในตลาด 40,000 คน ช่วงกลางปีดัชนีตลาดหลักทรัพย์พุ่งขึ้นไปถึง 1,600 กว่าจุด ทุกคนมีความสุข หลายคนคิด ฉันน่าจะลงทุนในหุ้นให้เร็วกว่านี้นะ แต่พอถึงเดือนส.ค.ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวลดลง เหลือ 1,200 กว่าจุด หลายคนเริ่มไม่แน่ใจละว่า การลงทุนในหุ้นเป็นสิ่งที่ดีจริงหรือไม่ แต่แล้วดัชนีตลาดก็ปรับขึ้นอีกครั้งไปที่เกือบ 1,500 จุดในเดือน ต.ค.และปรับลงมา จนเกือบต่ำกว่า 1,200 กว่าจุดในต้นปีนี้ (ยิ่งกว่า Roller Coaster ในสวนสนุกซะอีก) ผมไม่แน่ใจว่า 40,000 คนที่เข้ามาใหม่ในตลาดหุ้นเมื่อตอนต้นปีที่แล้ว วันนี้ยังเหลือกี่คน เห็นมั้ยบอกแล้วว่า "การเล่นหุ้นมันเป็นการพนัน" คำพูดนี้เริ่มแว่วมาในความคิดของหลายๆ คน

จริงหรือที่ว่าการลงทุนในหุ้นเป็นการพนัน?? ผมว่ามันอยู่ที่เราเล่น หรือลงทุนอย่างไรต่างหาก ถ้าคุณซื้อตัวเลขที่มันกะพริบๆ แล้วหวังว่ามันจะมีตัวเลขที่สูงกว่า เพื่อที่จะขายมันออกไปแล้วได้กำไร ไม่ว่าคุณจะบอกว่า ได้ศึกษาพื้นฐานมาแล้ว ได้ดูกราฟแล้วว่ามีสัญญาณซื้อ ผมว่ามันไม่ต่างอะไรกับการแทงม้าว่าตัวไหนจะเข้าวินเลยนะ เพราะนักพนันม้าแข่ง เขาก็ศึกษาพื้นฐานเหมือนกันว่า ม้าที่เขาเลือก ตัวนี้มีประวัติการแข่งเป็นยังงัย จ๊อกกี้คนที่ขี่เก่งแค่ไหน มีโอกาสชนะมากน้อยแค่ไหน

แต่ถ้าเรามามองว่า เราซื้อหุ้นนั้นเพราะธุรกิจมันดี มันจะเติบโตในระยะยาว ราคาในวันนี้ยังไม่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง แล้วดูกราฟเทคนิคประกอบว่า ราคาที่เราจะเข้าซื้อนั้น เป็นจังหวะเข้าซื้อได้ เมื่อเวลาผ่านไปกิจการที่เราไปลงทุนไว้เติบโตขึ้น ความมั่งคั่งของเราก็จะเติบโตไปเช่นเดียวกันกับกิจการที่เรามี ถ้าเป็นแบบนี้จะดีกว่ามั้ยครับ

หลายๆ คนอาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องยาก เป็นเรื่องเสี่ยง แต่ถ้าเป้าหมายของเราคือ ต้องการให้ความมั่งคั่งของเราเติบโตมากกว่าอัตราเงินเฟ้อ และเพิ่มพูนความมั่งคั่ง(Wealth Accumulation) ให้กับตัวเรา จนเรามีอิสรภาพทางด้านการเงิน หรือแม้แต่การเตรียมเงินไว้ให้พอในวัยเกษียณ การลงทุนในหุ้นคงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้กระทั่งผู้ที่เกษียณอายุแล้ว (ซึ่งหลายๆ คนบอกว่าให้ต้องหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้น) ก็ยังจำเป็นต้องมีหุ้นอยู่ในสัดส่วนประมาณหนึ่งเพื่อเอาชนะเงินเฟ้อในระยะยาว เพราะเงินเฟ้อโดยเฉลี่ยต่อปีที่ 3 -4 % เราควรมีผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุนได้ 7 - 8 % จึงจะสามารถเพิ่มพูนความมั่งคั่งได้

หากวันนี้ การลงทุนในหุ้นด้วยตัวคุณเอง หรือที่เรียกว่า Active Investment อาจจะยากเกินไปสำหรับหลายๆ คน ลองหันมาใช้ Passive Investment สิครับ เลือกลงทุนกับกองทุนรวมหุ้นสามัญ ไม่ว่าจะเป็น "กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)" หรือ "กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)" ซึ่งให้ประโยชน์ในเรื่องการประหยัดภาษีด้วย หากเลือกไม่ถูกเพราะไม่มีข้อมูล หรือไม่ทราบว่าจะเริ่มต้นอย่างไร ท่านสามารถใช้บริการนักวางแผนทางการเงินซึ่งสามารถช่วยท่านได้

อย่างไรก็ตาม จุดประสงค์ของการวางแผนทางการเงิน ไม่ใช่การทำกำไรสูงสุดเท่านั้น หากต้องพิจารณาที่เป้าหมายในชีวิตเป็นสำคัญ แล้วจึงค่อยหาเครื่องมือทางการเงินต่างๆ มาจัดให้เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละบุคคลด้วย

วันนี้คุณมีหุ้นอยู่ในพอร์ตการลงทุนของคุณแล้วหรือยังครับ