ตลาดฯเผยมีหุ้นราคาถูกต่ำกว่าพื้นฐานกว่า 170 บริษัท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อนที่มีเพียง 70 บริษัท ชี้เป็นจังหวะหาโอกาสลงทุน
นายชนิตร ชาญชัยณรงค์ รองผู้จัดการสายงานผู้ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจสำหรับการลงทุน แม้จะถูกกดดันด้วยปัญหาทางการเมือง ทำให้ตลาดค่อนข้างผันผวน แต่บริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ก็ยังแข็งแกร่ง มีความสามารถในการเติบโตและทำกำไรในระดับสูง ขณะที่พื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศก็ยังมีแนวโน้มการเติบโตได้อีก ซึ่งในอนาคตเชื่อว่าตลาดทุนไทยจะกลับมาเป็นที่น่าสนใจในภูมิภาค
"แทนที่จะไปมองเรื่องการเมืองจะกระทบอะไรบ้าง น่าจะไปดูว่าตลาดมีหุ้นตัวไหนน่าสนใจบ้างจะดีกว่า การเมืองมีผลกระทบแค่ระยะสั้นเท่านั้น ซึ่งตอนนี้ก็ถือเป็นโอกาสที่ดีในการเลือกหุ้น ขณะนี้มีหลักทรัพย์ถึง 170 บริษัทมีราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าตามบัญชี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2556 ที่มีอยู่ 70 บริษัท สะท้อนว่า นักลงทุนเริ่มกังวลต่อสถานการณ์มากขึ้น”
ทั้งนี้เชื่อว่าปัญหาการเมืองในขณะนี้ จะไม่กระทบต่อเป้าหมายการเพิ่มบริษัทจดทะเบียนใหม่ หรือหุ้นไอพีโอ (IPO) ของตลาดหลักทรัพย์ในปีนี้ ที่ตั้งเป้าจะมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) หุ้นไอพีโอที่ 2.1 แสนล้านบาท แม้จะมีบางบริษัทเลื่อนการเข้าซื้อขายออก แต่ก็ยังมีอีกหลายบริษัทที่อยู่ระหว่างการยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) เพื่อเตรียมเข้าระดมทุน ซึ่งเชื่อว่าหลังจากสถานการณ์คลี่คลาย ทุกบริษัทก็จะดำเนินการตามแผน เนื่องจากตลาดหลักทรัพย์ถือเป็นช่องทางการระดมทุนที่ดีที่สุด
"เท่าที่ดูตอนนี้บริษัทต่างๆ ก็ยังทยอยเตรียมตัวยื่นไฟลิ่งอีกเป็นจำนวนมาก ส่วนที่อยู่ในกระบวนการพิจารณาก็มากกว่า 20 บริษัท ส่วนที่เลื่อนออกไปก็เพื่อดูความเหมาะสมของภาวะตลาด หากเรื่องการเมืองจบลง เชื่อว่าบริษัทเหล่านี้จะดำเนินการตามแผน เพราะบริษัทต่างๆ ยังต้องการระดมทุน และตลาดหุ้นก็เป็นทางเลือกในการระดมทุนที่ดี"
ขณะที่ตลาดหุ้นวานนี้ ปิดตลาดที่ 1,277.03 จุดลดลง 18.84 จุดหรือ 1.45%
เอเซียพลัสลดกำไรบจ.เหลือโต 13%
ด้าน บล.เอเซียพลัส รายงานว่า บริษัทได้ปรับประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนในปี 2557 ลง เหลือ 12.9% ลดลงจากเดิม 2.6% โดยเป็นผลมาจากความเสี่ยงทางการเมืองที่จะเข้ามากระทบกับผลประกอบการของหุ้นที่อิงเศรษฐกิจในประเทศที่มีสัดส่วน 60% ของกำไรสุทธิในปี 2557 โดยปรับตัวลดลง 7.13% จากการประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดในปี 2557
ในขณะที่เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้น ประกอบกับค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เป็น 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทำให้หุ้นในกลุ่มที่อ้างอิงกับเศรษฐกิจโลก ที่มีสัดส่วน 40 % ของบริษัทจดทะเบียนสามารถฟื้นตัวได้ และมีกำไรเพิ่มขึ้นจากการประมาณการเดิม อีก 8% ซึ่งจะเข้ามาชดเชยการหายไปของกำไรบริษัทจดทะเบียนอ้างอิงเศรษฐกิจในประเทศได้บางส่วน
ทั้งนี้หากเปรียบเทียบประมาณการกำไรทั้งปีของบริษัทจดทะเบียนไทย กับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคจะพบว่า กำไรบริษัทจดทะเบียน ไทย ยังสูงกว่า เพื่อนบ้านในหลายประเทศ ทั้ง ประเทศมาเลเซีย ที่คาดว่าจะมีการเติบโตของกำไรที่ 6.4% และฟิลิปปินส์ ที่ 5.9% แต่ต่ำกว่าประเทศจีนที่มีการเติบโต ของกำไรสุทธิ 13.2% และอินโดนีเซีย ที่มีการเติบโตของกำไรสุทธิ 14.3%
ภาวการณ์ตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันที่ถูกการเมืองเข้ามากดดันนั้น ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยปรับลดมากกว่า 20% ทำให้ระดับราคาปิดกำไรต่อหุ้น (พี/อี) ลดลงไปด้วย โดยระดับของพี/อีของตลาดหุ้นไทยในปี 2557 นั้นพบว่าปัจจุบันระดับพี/อีพบว่าอยู่ในระดับที่ต่ำเช่นกัน โดยมีระดับพี/อีอยู่ที่ 12.6 เท่า ต่ำกว่าประเทศในกลุ่มภูมิภาคเอเชีย ทั้งฟิลิปปินส์ ที่มีระดับพี/อีอยู่ที่ 16.3 เท่า ประเทศมาเลเซีย ที่ 16.1 เท่า และประเทศอินโดนีเซีย ที่ 13.3 เท่า ยกเว้นประเทศจีนเพียงประเทศเดียวที่มีระดับพี/อีอยู่ที่ 7.8 เท่า และเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นที่พัฒนาแล้วก็พบว่ายังมีความน่าสนใจในการลงทุนเช่นกัน โดยตลาดหุ้นญี่ปุ่นมีระดับพี/อีอยู่ที่ 19.9 เท่า หรือตลาดหุ้นสหรัฐอย่าง เอสแอนด์พี 500 มีระดับพี/อีอยู่ที่ 15.4 เท่า ดาวน์โจน อยู่ที่ 14.6 เท่า
สำหรับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาสที่ 4 นั้น คาดว่าจะอ่อนตัวจากปัจจัยกดดันทั้งในเรื่องของสถานการณ์การเมือง อาทิกลุ่มค้าปลีก ที่มีกำลังซื้อที่ชะลอตัวลง จากปัญหาทางการเมือง โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครที่กำลังซื้อหายไปอย่างชัดเจน โดยยอดขายในกรุงเทพมหานครนั้นถือเป็น 50% ของยอดขายรวมทั้งประเทศ ทำให้กำไรของผู้ประกอบการบางรายอ่อนตัวลง เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 10 ไตรมาส และยังคาดว่าจะยังคงอ่อนตัวต่อเนื่องไปจนถึง ไตรมาสที่ 1 ของปี 2557
เช่นเดียวกับกลุ่มธนาคาร ที่ยังคงมีแนวโน้มผลประกอบการไม่สดใส โดยในไตรมาสที่ 4 ของปี 2556 นั้นมองว่า กำไรสุทธิจะหดตัวลงจากไตรมาสก่อน 12 % แต่ยังสามารถเติบโตได้ 39.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลมาจากค่าใช้จ่ายในการสำรองหนี้ เพิ่มขึ้น 82.2% จากไตรมาสก่อน รวมไปถึง NIM ทั้งปี ยังต่ำกว่าที่คาด โดยทั้งปีอยู่ที่ 2.97% จากที่คาดไว้ที่ 3.14% รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 7.8% จากไตรมาสก่อน ส่งผลให้กำไรสุทธิทั้งปีเติบโตจากปีก่อน 21.4% ต่ำกว่าที่ประเมินไว้ที่ 22% ส่วนการเติบโตของปี 2557 นั้นมองว่าจะมีกำไรสุทธิเติบโต 10.2% จากการเติบโตของสินเชื่อที่จะเพิ่มขึ้น
ด้านนายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการสายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่น่าจะเริ่มเก็บหุ้นปันผลเข้าพอร์ต เพื่อดักการประกาศงบการเงิน และการจ่ายเงินปันผลที่จะมีออกมาในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า และตลาดหุ้นมีความผันผวนแบบนี้ การเข้าซื้อหุ้นปันผลก็เป็น ทางเลือกที่ดี
"ตลาดผันผวน นักลงทุนก็อยากจะหาหุ้นปันผล และเราคาดว่าการประชุม กนง.วันที่ 22 มกราคมนี้ จะมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย ทำให้หุ้นปันผลน่าสนใจ เพิ่มขึ้น ในช่วงที่ดอกเบี้ยถูก" นายอภิชาติ กล่าว
ทั้งนี้ เขารับว่าเศรษฐกิจไทยเมื่อปีที่แล้วที่ชะลอตัวมากกว่าที่คาด อาจจะกระทบต่อกำไรของบจ.และอัตราเงินปันผลที่จะจ่ายออกมาได้ แต่เชื่อหุ้นปันผลหลายๆ ตัว ยังทำกำไรได้ดี และ
มีความเสี่ยงต่ำที่ผลประกอบการจะผิดจากเป้าหมาย จึงต้องอาศัยเลือกหุ้นเป็นรายตัว จากการวิเคราะห์ของ บล.ทิสโก้ พบว่า หุ้นที่ยังสามารถจ่ายเงินปันผล จากกำไรสุทธิในปี 56 ในระดับ 4-9% ซึ่งไม่นับรวมกับเงินปันผลระหว่างกาลที่ จ่ายไปแล้วนั้น ยังมีอยู่อีกอย่างน้อย 10 บริษัท
ส่วนความเสี่ยงที่ราคาหุ้น เมื่อซื้อมาแล้วจะปรับตัวลงมากกว่าผลตอบแทน จากเงินปันผลที่จะได้รับนั้น มองว่า มีค่อนข้างจำกัด เพราะก่อนหน้านี้ราคาหุ้นปันผลหลายๆ ตัวก็ปรับลงมามากแล้ว และอัตรา เงินปันผลที่จะจ่ายออกมา น่าจะช่วยรองรับการร่วงลงของราคาได้ในระดับหนึ่งหรือหากราคาปรับลงมากในช่วงสั้นๆ ก็ยังสามารถถือลงทุนต่อไปได้เพราะหุ้นปันผลที่แนะนำให้ซื้อนั้น จะเป็นหุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานดีและถือลงทุนต่อได้









