วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

บีโอไอเผยมูลค่าลงทุนปี56ลด6%

บีโอไอเผยมูลค่าลงทุนปี"56 ลดลง 6% ผลพวงการเมืองป่วน-เมกะโปรเจคไม่เกิด เปิดแผนปี"57 ดึง 9 อุตสาหกรรมเป้าหมาย

นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงภาพรวมการลงทุนตลอดปี 2556 ว่า มีโครงการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนทั้งสิ้น 2,237 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 1,110,400 ล้านบาท ก่อให้เกิดการจ้างงานรวมทั้งสิ้น 207,463 คน โดยกิจการที่ได้รับความสนใจจากกลุ่มนักลงทุนสูงสุดตลอดทั้งปี 2556 คือ กิจการบริการและสาธารณูปโภค 849 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนทั้งสิ้น 522,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา รองมาเป็นกิจการในกลุ่มผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง 448 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 254,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา กิจการหมวดเกษตรกรรมและผลิตผลจากการเกษตร 362 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนทั้งสิ้น 122,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา เป็นต้น

ส่วนภาพรวมโครงการที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ปี 2556 นั้น มีจำนวน 1,132 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 524,768 ล้านบาท โดยจำนวนโครงการปรับลดลง 28.5% จากปี 2555 ที่มีจำนวน 1,584 โครงการ ขณะที่มูลค่าเงินลงทุนลดลง 19% จากปี 2555 ที่มีมูลค่าอยู่ที่ 647,974 ล้านบาท ประเทศญี่ปุ่นยังคงเป็นประเทศที่เข้ามาลงทุนสูงสุด 562 โครงการ เงินลงทุนรวม 282,848 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 54% ของมูลค่าลงทุนจากต่างประเทศทั้งสิ้น

โดยการลงทุนจากญี่ปุ่นส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มกิจการผลิตผลิตภัณฑ์โลหะ และกิจการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วน รองลงมาเป็นการลงทุนจากจีน 45 โครงการ มูลค่าการลงทุน 42,530 ล้านบาท มาเลเซีย 35 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 29,190 ล้านบาท สิงคโปร์ 93 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 22,781 ล้านบาท และฮ่องกง 39 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 20,181 ล้านบาท

"ภาพรวมการลงทุนปี 2556 ถือว่าน่าพอใจ แม้จะลดลงจากปี 2555 ที่มีจำนวน 2,347 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 1,182,000 ล้านบาท หรือลดลงทั้งจำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุนประมา

ณ 5-6% แต่มีมูลค่าการลงทุนที่เกินกว่า 1 ล้านล้านบาท และสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ประมาณ 900,000 ล้านบาท"

ปัจจัยหลักมาจากการสิ้นสุดนโยบายส่งเสริมการลงทุน เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนซึ่งต่ออายุมาตั้งแต่ปี 2555 และหมดอายุอีกครั้งในสิ้นเดือนธันวาคม 2556 ส่งผลให้นักลงทุนเร่งยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนภายใต้มาตรการดังกล่าว โดยเฉพาะเดือนธันวาคมมีจำนวนคำขอรับส่งเสริมการลงทุนเข้ามาถึง 554 โครงการ มูลค่าลงทุนประมาณ 270,300 ล้านบาท โดยเฉพาะช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนซึ่งมีกิจการขนาดใหญ่ เช่น กิจการผลิตไฟฟ้าจากก๊าชธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียน กิจการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ กิจการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์และชิ้นส่วน เป็นต้น ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ยอดคำขอรับส่งเสริมการลงทุนปี 2556 ทะลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

สำหรับปัจจัยเชิงบวกที่มีต่อการลงทุนปี 2557 ได้แก่ ความสนใจลงทุนในไทยจากญี่ปุ่นยังมีอย่างต่อเนื่อง และอุตสาหกรรมหลักในไทยยังมีการลงทุนสูง ส่วนหนึ่งเป็นการลงทุนเพื่อเตรียมรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เช่น ยานยนต์ รวมทั้งอีโคคาร์ รุ่นที่ 2 พลังงานทดแทน การขนส่งทางอากาศ แปรรูปเกษตร

นอกจากนี้ ภาวะเศรษฐกิจโลกเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว การส่งออกเริ่มดีขึ้น ขณะที่อัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ รวมทั้งมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่จะสิ้นสุดปี 2557 จะช่วยเร่งรัดให้เกิดการลงทุน ได้แก่ มาตรการส่งเสริมกิจการเอสเอ็มอี มาตรการส่งเสริมอีโคคาร์รุ่นที่ 2

ขณะที่ปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนปีนี้ ได้แก่ สถานการณ์ทางการเมืองที่หากเกิดความยืดเยื้อจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนโดยเฉพาะรายใหม่ที่ไม่เคยลงทุนในไทย นอกจากนี้ ความล่าช้าของโครงการเมกะโปรเจค และโครงการบริหารจัดการน้ำ ส่งผลให้นักลงทุนที่เตรียมลงทุนในโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับทั้งสองโครงการต้องชะลอออกไป

สำหรับทิศทางการส่งเสริมการลงทุนในปี 2557 จะต้องติดตามปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลกระทบทั้งด้านภาวะเศรษฐกิจโลก สถานการณ์ทางการเมือง ทั้งนี้ บีโอไอ จะเดินหน้าปรับยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนเพื่อรองรับการเติบโต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยมีอุตสาหกรรมหรือกิจการที่เป็นเป้าหมายชักจูงการลงทุนจากต่างประเทศแบ่งเป็น 9 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ เกษตรแปรรูป ยานยนต์และชิ้นส่วนที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการผลิต กลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์และชิ้นส่วน อุตสาหกรรมเครื่องจักรและอุปกรณ์ อุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ เช่น ซอฟต์แวร์ และแอนิเมชั่น ศูนย์การออกแบบ อุตสาหกรรมบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น ศูนย์ปฏิบัติการภูมิภาค (ROH) กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน กลุ่มอุตสาหกรรม ไบโอเทคและนาโนเทค ไบโอพลาสติก และอุตสาหกรรมด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การบำบัดของเสีย การนำวัสดุที่ไม่ต้องการใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ เป็นต้น