โอกาสในวิกฤติ ปิดกรุงเทพฯ นักลงทุนสถาบันแนะช้อน "หุ้น-ลงทุนอสังหาฯ"
การชุมนุมทางการเมืองปิดกรุงเทพฯ ในสายตาต่างชาติประเมินสถานการณ์และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างไร ร่วมประเมินภาวการณ์หัวข้อ "มุมมองต่างชาติกับการเมืองไทย" ในรายการ Business Talk ทางกรุงเทพธุรกิจทีวี
พอล แกมเบิ้ล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอ็มบีเอ็มจี แอสเสท แมนเนจเมนท์ กล่าวว่า สำหรับเศรษฐกิจ ตลาดเงิน ตลาดทุน แล้วสิ่งเลวร้ายคือความไม่แน่นอน แต่เท่าที่ประเมินสถานการณ์ มองว่าวิกฤติเป็นโอกาสของนักลงทุนในการเข้าซื้อหุ้นในตลาดหุ้นไทย ซึ่งถือว่าราคาหุ้นไทยยังไม่สูง แม้ว่าในช่วงก่อนหน้านี้นักลงทุนต่างชาติจะเทขายหุ้นไทยออกไปค่อนข้างมาก เป็นเหตุผลหนึ่งทำให้เงินบาทอ่อนค่าลง แต่เชื่อว่าจะมีนักลงทุนไทยเข้ามาช้อนซื้อหุ้น แต่สำหรับนักลงทุนต่างชาติคาดว่าคงจะต้องใช้เวลาอีกระยะกว่าจะกลับมา ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเมืองของไทย
เขายังประเมินด้วยว่าการชุมนุมทางการเมืองครั้งนี้อาจจะใช้เวลาตั้งแต่ 5 วันไปจนถึง 5 สัปดาห์กว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย โดยธุรกิจหลักๆที่จะได้รับผลกระทบ ได้แก่ ธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ค้าปลีก อาทิ ศูนย์การค้าใหญ่ ยกเว้นแต่ภาคการผลิตที่กระทบน้อย เพราะโรงงานส่วนใหญ่อยู่นอกเมืองหลวง และยังได้รับอานิสงส์การส่งออกจากค่าเงินบาที่อ่อนค่า
ขณะที่ มาร์ก สปีเกิล ประธานหอการค้าไทย-ฟินแลนด์ และรองประธานหอการค้าต่างประเทศในไทย มองว่า เป็นห่วงผลกระทบต่ออุตสาหกรรมขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว และเรียกร้องให้เร่งหาทางออกทางเมืองโดยเร็ว โดยเห็นว่าไทยต้องหา "จุดสมดุลทางการเมือง" ใหม่
โดยเป็นกังวลว่าหากไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ภายในเดือน พ.ค. ซึ่งจะมีการพิจารณากฎหมายงบประมาณ ไทยจะเสียโอกาสจากเศรษฐกิจชะงักงัน เพราะไม่สามารถเบิกจ่ายงบประมาณมาลงทุนได้ โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ทำให้เสียโอกาสเมื่อเทียบกับคู่แข่งในอาเซียน
นอกจากนี้ เขายังเป็นกังวลว่า การลงทุนตรงจากนักลงทุนต่างชาติในไทยจะมีแนวโน้มลดลงจากปัญหาดังกล่าว โดยในปัจจุบัน การลงทุนตรงจากต่างชาติในอาเซียน คิดเป็นสัดส่วน 57% ของการลงทุนตรงจากทั่วโลก แต่เป็นการลงทุนในไทยเพียง 3% เท่านั้น ซึ่งถือว่าค่อนข้างต่ำ จากปัญหาเรื่องความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ
ด้าน ลอว์เรนซ์ เอเดลสัน ประธานบริษัท บริษัทอีสเทริ์น แคปิตอล เห็นเช่นเดียวกันว่า ขณะนี้เป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักลงทุนในการลงทุนในหุ้น เพราะจากการวิเคราะห์ด้านเทคนิคเห็นว่าหุ้นไทยยังมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น แม้สถานการณ์การเมืองจะดึงหุ้นให้ลงได้อีก แต่หลังจากนั้นจะตลาดจะปรับตัวดีขึ้นได้ถึงเดือนเมษายน
พอล ยังกล่าวด้วยว่า ส่วนตัวไม่แน่ใจว่าถึงที่สุดแล้ว จะเกิดการปฏิวัติในไทยหรือไม่ แต่เชื่อว่าผู้นำกองทัพของไทยจะไม่นำกองทัพมาเกี่ยวข้องกับการเมือง ยกเว้นกรณีเลวร้ายสุดๆ ที่มีประชาชนได้รับบาดเจ็บ เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก แต่หากสถานการณ์ยังคงเป็นปกติเชื่อว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ปฏิวัติขึ้นโดยง่าย
"ผมอยู่เมืองไทยมานานเป็น 10 ปี เห็นว่าปัญหาการเมืองเกิดขึ้นหลายครั้ง จนคุ้นเคย แต่สำหรับนักลงทุนต่างชาติที่ไม่ได้อยู่เมืองไทย อาจจะยังไม่คุ้นเคย ทำให้ที่ผ่านมามีการเทขายหุ้นไปค่อนข้างเยอะแล้ว"
ขณะที่ประธานหอการค้าไทย-ฟินแลนด์ เห็นว่า ประเมินยาก ว่าจะเกิดการปฏิวัติหรือไม่ เขายังแสดงความเป็นห่วงว่า การเกิดขึ้นของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ปลายปี 2558 หรืออีกไม่ถึงสองปีจากนี้ หากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย อาจจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศไทยในสายตาชาวโลกและประเทศต่างๆ ในอาเซียน
ด้าน ลอว์เรนซ์ บอกว่า ประเทศไทยควรเรียนรู้จากความผิดพลาด และมองวิกฤติเป็นโอกาสในการซื้อหุ้นไทย และลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไทยที่ราคายังไม่สูงเมื่อเทียบกับฮ่องกงและสิงคโปร์ โดยเขาระบุว่า 3 ปีจากนี้ยังเป็นโอกาสสำหรับการลงทุนในหุ้นไทย
"เท่าที่ผมคุยกับคนไทยพบว่า ไม่มีใครอยากเห็นปฏิวัติ อยากให้แก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี แทนที่จะเปลี่ยนแปลงนอกระบบ"
พอล บอกด้วยว่า หากเหตุการณ์นี้ไม่ยุติโดยเร็ว ก็มีโอกาสเช่นกันที่จะเลื่อนการเลือกตั้งออกไปจากวันที่ 2 ก.พ.นี้
"ผมไม่แน่ใจว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้ในวันนั้น แต่อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งถือเป็นเรื่องสำคัญ"
ขณะที่ พอล ระบุว่า ไม่แน่ว่าไทยจะแก้วิกฤติการเมืองได้เมื่อไร แต่เชื่อว่าเมืองไทยรอดจากปัญหาความขัดแย้งได้ในไม่ช้า มีโอกาสเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ แต่สิ่งที่ต้องรับมือคือการเตรียมพร้อมรับมือกับเศรษฐกิจโลก
"สัดส่วนการส่งออกที่ไทยตั้งไว้ที่อัตราเติบโต 5% ผมไม่แน่ใจว่าจะทำได้ เพราะประเมินว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะยังไม่ฟื้นชัดเจน ประเมินจากปัญหาการว่างงานในสหรัฐฯยังมีอยู่"








