ตลาดหุ้น-ค่าบาทป่วนหนัก ดัชนีดิ่งฮวบ 67.94 จุด ต่ำสุดรอบ 16 เดือน ด้านเงินบาทร่วงแตะ 32.95 บาท นักลงทุนผวาการเมืองรุนแรง
ตลาดหุ้น-ค่าบาทป่วนหนัก ดัชนีดิ่งฮวบ 67.94 จุด ทำสถิติต่ำสุดรอบ 16 เดือน ด้านเงินบาทร่วงแตะ 32.95 บาท นักลงทุนผวาการเมืองรุนแรง หลังจาก กปปส. ประกาศปิดกรุงเทพฯ ด้านจรัมพร รุกรายงาน กิตติรัตน์-ก.ล.ต.-แบงก์ชาติ มั่นใจมาตรการที่มีอยู่รับมือได้ ด้านโบรกเกอร์แนะหยุดลงทุนรอดูสถานการณ์ ขณะที่ ธปท.ระบุบาทอ่อนมาจาก 2 ปมหลัก "การเมือง-เฟดลดคิวอี นักค้าเงินคาดบาทปีนี้มีสิทธิแตะ 34 บาท
ตลาดหุ้นไทยวานนี้ (2 ม.ค.) เปิดทำการวันแรกของปี 2557 ปรากฏว่า ดัชนีปรับลดลงรุนแรงตลอดวัน จากความกังวลปัญหาทางการเมืองที่กลุ่มผู้ชุมนุม นำโดย กปปส.จะนัดปิดกรุงเทพฯ ในวันที่ 13 ม.ค. นี้ ขณะที่รัฐบาลอยู่ระหว่างตัดสินใจว่าจะใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่ โดยระหว่างวันดัชนีปรับสูงสุดที่ระดับ 1,292.77 จุด และดิ่งลงมาปิดที่ระดับต่ำสุดของวัน คือ 1,230.77 จุด ลดลง 67.94 จุด หรือ 5.23% ทำสถิติต่ำสุดในรอบ 16 เดือน นับตั้งแต่ 31 ส.ค. 2555 ที่ปิดตลาดที่ระดับ 1,227.48 จุด ส่วนมูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ระดับ 33,513.75 จุด
ด้านการเคลื่อนไหวค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์วานนี้ ก็ปรับตัวอ่อนค่าลงต่อเนื่องจากสิ้นปีที่ผ่านมา เปิดตลาดที่ 32.74-32.78 บาทต่อดอลลาร์ และไหลลงมาถึง 32.95 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงเช้า ซึ่งเป็นระดับที่อ่อนค่าสุดของวันและอ่อนสุดในรอบกว่า 3 ปี นับตั้งแต่เดือนก.พ. 2010 รวมทั้งเป็นระดับเดียวกับที่ปิดตลาด ซึ่งนักค้าเงินจากธนาคารกสิกรไทย ระบุว่าปัจจัยหลักที่ทำให้เงินบาทอ่อนค่า มาจากแรงขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์จากความกังวลทางการเมือง ประกอบกับตลาดที่ค่อนข้างบางทำให้เงินบาทอ่อนค่าอย่างรวดเร็ว
หากเทียบกับภูมิภาคเงินบาทอ่อนค่าสูงสุด จากปัจจัยการเมืองที่กดดันหนัก ส่วนกรอบความเคลื่อนไหวในระยะถัดไป คาดว่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลงได้อีก โดยหากเงินบาทสามารถทะลุแนวต้านสำคัญที่ 32.96 บาทต่อดอลลาร์ไปได้ อาจเห็นอ่อนค่าไปถึงระดับ 33.10 บาทต่อดอลลาร์ วันนี้ (3 ม.ค.) ซึ่งธนาคารได้ปรับคาดการณ์เงินบาทปีนี้ไว้ที่ระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์แล้ว
จรัมพรรุดรายงานธปท.-คลัง-ก.ล.ต.
นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า ตลาดหุ้นปรับลดลงแรงถึง 67 จุด หรือ 5.23% เป็นผลมาจากนักลงทุนกังวลพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่ถดถอย ล่าสุดเติบโตต่ำกว่า 3% บวกกับแรงขายของกองทุนแอลทีเอฟ และยังกังวลในสถานการณ์การเมืองในประเทศ ต่างชาติจึงหันไปลงทุนประเทศอื่นที่มีพื้นฐานดีกว่า เพื่อรอให้ภาวะการเมืองชัดเจนก่อน
"ผมได้รายงานข้อมูลไปยังรองนายกรัฐมนตรี แบงก์ชาติ และสำนักงาน ก.ล.ต.ให้รับทราบแล้ว ซึ่งไม่ได้มีนโยบายพิเศษ หรือมาตรการอะไรเพิ่มเติม มาตรการที่มีอยู่เพียงพอที่จะรับมือได้ ส่วนการเตรียมพร้อมสำหรับวันที่ 13 ม.ค.นี้ ตลาดหลักทรัพย์ก็เหมือนกับผู้ให้บริการรายอื่น เช่น ธนาคารพาณิชย์ ที่ต้องเตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้บริการ"
ทั้งนี้ การเมืองยังคงเป็นปัจจัยหลักที่กดดันการลงทุนในตลาดหุ้น จากดัชนีที่ลดลงแรง จนค่าพี/อี เรโช หรือราคาปิดต่อกำไร มาอยู่ที่ระดับ 11 เท่า นักลงทุนที่มองการลงทุนระยะยาว อาจมองว่าเป็นโอกาสที่จะเข้าลงทุน สำหรับต่างชาติได้ขายหุ้นไทยออกไปแล้วเกือบ 2 แสนล้านบาทในปีที่ผ่านมา เพราะไม่มั่นใจในเศรษฐกิจไทย ประกอบกับเงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่อง จึงเลือกที่จะไปลงทุนที่อื่น ยังไม่กลับเข้ามาลงทุนในไทย
แนะหยุดลงทุนรอการเมืองชัดเจน
นายกวี ชูกิจเกษม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า ตลาดหุ้นลงแรงเพราะความกังวลทางการเมือง และแรงขายของต่างชาติและนักลงทุนสถาบัน หรือ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) ที่ซื้อมาตั้งแต่ปี 2553 ที่ระดับ 800 จุด จึงขายออกมาเพราะก็ยังมีกำไร ขณะที่แนวโน้มข้างหน้าไม่รู้จะเป็นอย่างไร
"ในช่วงนี้แนะนำให้นักลงทุนหยุดลงทุน เพราะรอดูสถานการณ์ทางการเมือง เพราะไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร โดยมองแนวรับขาลงระดับกลางที่ระดับ 1,200 จุด"
ห่วงการเมืองไร้ทางออก
นางภรณี ทองเย็น ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการสายงาน วิจัย บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยปิดตลาดปรับลดลงแรงต่ำสุดในรอบ 15 เดือน ผลจากแรงขายของกองทุน แอลทีเอฟที่ครบอายุ 5 ปี ประกอบกับความกังวลปัญหาการเมืองในประเทศที่ยังไม่มีทางออก ไม่รู้ว่าจะจบอย่างไร ทำให้นักลงทุนสถาบันขายออกมาก่อนในช่วงที่ยังมีกำไรอยู่
"ปัญหาการเมืองมาถึงจุดที่น่ากลัว เพราะไม่รู้ว่าจะจบอย่างไร ยิ่งสถานการณ์ลากยาว ยืดเยื้อยิ่งน่ากลัว ตอนนี้ทุกกลุ่มอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบหมด กำไรบริษัทจดทะเบียนในตลาดที่คาดว่าจะโตในระดับ 13% ก็น่าจะไม่ถึง ดังนั้นอะไรที่เคยประเมินไว้เมื่อช่วงปลายปี ก็คงจะต้องมาทบทวนใหม่ทั้งหมด เพราะสถานการณ์ไม่ธรรมดา"
ส่วนกรณีที่รัฐบาลจะมีการประเมินว่าจะใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่นั้น ประเมินยาก แต่ก็กังวลว่าจะเกิดความรุนแรง เพราะประเทศมาถึงจุดที่กฎหมายบังคับใช้ไม่ได้ ที่สำคัญไม่รู้ว่าจะจบอย่างไร ซึ่งทุกคนก็อยากให้ปัญญาจบลงด้วยดี เพราะประเทศคงจะอยู่แบบนี้ไม่ได้
ด้านบทวิเคราะห์บล.เอเซียพลัส วิเคราะห์ว่า ปัญหาการเมืองยังยืดเยื้อคาดว่าจะกดดันให้เกิดการขายจากความกังวล (panic sell) และทำให้ดัชนีลดลงที่ระดับ 1,240-1.285 จุด
ธปท.ชี้การเมือง-คิวอีกดบาทอ่อน
นางรุ่ง มัลลิกะมาส โฆษก ธปท. กล่าวว่า เงินบาทที่อ่อนค่าใกล้ระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์ มาจาก 4 ปัจจัยที่เข้ามากระทบ โดยในส่วนปัจจัยภายนอก มาจากธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ปรับลดมาตรการคิวอีลง 10,000 ล้านดอลลาร์ อีกทั้งตลาดการเงินเบาบางในช่วงสิ้นปี และหลายตลาดต่างประเทศยังไม่คงปิดทำการ ทำให้ค่าเงินเคลื่อนไหวได้มากกว่าปกติ
นอกจากนี้เดือนม.ค. เป็นเดือนที่กองทุนต่างๆ ปรับสัดส่วนการลงทุน อย่างในปีที่แล้ว ที่ตลาดเกิดใหม่ได้รับความสนใจมาก ทำให้เงินไหลเข้ามามาก แต่ปีนี้ ความน่าสนใจเทียบกับสหรัฐอาจลดลง ทำให้ทิศทางเงินทุนอาจเป็นอีกด้านหนึ่งของปีที่แล้วและปัจจัยที่ 4 เป็นปัจจัยในประเทศ คือปัญหาด้านการเมืองไทยที่ยังคงกดดันให้ตลาด
อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทปัจจุบัน มองว่า ยังสะท้อนพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยอยู่ ส่วนทิศทางค่าเงินบาทในอนาคต ที่ผ่านมามองว่าปัจจัยหลายอย่าง ได้ถูกนำเข้ารวมกับค่าเงินบาทไปแล้ว ซึ่งหลังจากนี้ ต้องดูว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับสิ่งที่นักลงทุนคาดการณ์ไว้จะตรงกันหรือไม่ ทำให้โอกาสที่จะปรับแข็งค่าหรืออ่อนค่าลง
"ความกังวลที่ว่าสินค้าอุปโภคบริโภคจะปรับตัวสูงขึ้นช่วงค่าเงินบาทอ่อนค่านั้น มองว่าไม่น่าจะได้รับผลกระทบ เพราะสินค้านำเข้ามีสัดส่วนคิดเป็น 20% ของสินค้าที่ใช้อุปโภคบริโภคทั้งหมด อีกทั้งภาวะเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำทำให้ความกังวลว่า ราคาสินค้าจะเพิ่มขึ้นนั้นยังไม่น่ากังวล"
สำหรับความเคลื่อนไหวของหนี้ครัวเรือนช่วงไตรมาสที่ผ่านมา ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 80.1% ของจีดีพี เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ผลจากจีดีพีที่ชะลอตัวลง ทำให้สัดส่วนหนี้สินต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นมาบ้าง ซึ่ง ธปท.มองว่า ไม่น่ากังวล เพราะหนี้เกิดขึ้นในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว
นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า เงินบาทวานนี้ ถือว่าอ่อนค่าเร็วกว่าที่คาดไว้ จากเดิมมองบาทจะอ่อนค่าแตะระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์ ช่วงที่มีการปรับลดมาตรการคิวอีในครั้งต่อไป แต่ปัจจัยการเมืองกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าเร็วกว่าที่คาดไว้ โดยทิศทางเงินบาท หลังจากนี้มีโอกาสจะหลุดระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์ แต่เชื่อว่าจะไม่หลุด 33.50 บาทต่อดอลลาร์ เพราะการส่งออกของไทย จะเข้ามาช่วยพยุงไว้ไม่ให้หลุดระดับดังกล่าว
ส่วนกรณี กปปส. จะปิด กทม.ยอมรับว่ายังไม่สามารถประเมินสถานการณ์ได้ เนื่องจากพัฒนาการของการเมืองไทยนั้นรวดเร็วมาก แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอน คือความเชื่อมั่นของประเทศไทยที่จะลดลง จากการยกระดับการชุมนุมทางการเมืองที่เข้มข้นขึ้น
เชื่อระบบชำระเงินรับมือปิดกทม.ได้
นางรุ่ง ยังกล่าวถึงการผู้ชุมนุมจะปฏิบัติการชัตดาวน์กรุงเทพฯ ในวันที่ 13 ม.ค.นั้น ที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ เอกชน และราชการได้ผ่านเหตุการณ์น้ำท่วมและเหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจกระทบต่อการดำเนินงานมาแล้ว ทำให้เชื่อว่าทุกภาคส่วนน่าจะสามารถตั้งรับสถานการณ์ได้ โดยในส่วนระบบชำระเงิน ยังเชื่อว่าสามารถดำเนินการได้ตามปกติ
หวั่นกระทบเชื่อมั่นบริโภค-ลงทุน
รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้หน่วยงานเศรษฐกิจ ต่างเป็นห่วงผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจจากสถานการณ์การเมือง ที่ยังมีการชุมนุมและไม่มีความชัดเจนว่าจะยุติลงอย่างไร โดยเฉพาะกรณีที่กลุ่มผู้ชุมนุมประกาศจะปิดกรุงเทพฯ รวมถึงการเลือกตั้งที่อาจจะไม่เป็นไปตามกำหนด ซึ่งจะกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อการบริโภค การลงทุน การเบิกจ่ายภาครัฐ และการลงทุนในตลาดหุ้น
ทั้งนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ประเมินเศรษฐกิจปี 2557 โต 4% ภายใต้เงื่อนไขสำคัญ คือ การเลือกตั้งรัฐบาลใหม่จะเกิดขึ้นในวันที่ 2 ก.พ. นี้ ตามกำหนดและได้รัฐบาลใหม่ช่วงปลายเดือนก.พ.-มี.ค. นี้ แต่หากไม่เป็นไปตามที่คาด จีดีพีอาจลดลงมาอยู่ที่ 3-3.5%
ส่วนการเบิกจ่ายภาครัฐ ในแง่การเบิกจ่ายงบประจำไม่น่าเป็นห่วง แต่ในแง่การเบิกจ่ายงบลงทุนในระยะสั้น หรือ 1-2 เดือนนี้ ไม่น่าเป็นห่วง เพราะถือว่าเป็นช่วงต้นปีงบประมาณ การเบิกจ่ายจะยังเป็นไปตามเป้า แต่หากปัญหาการเมืองยืดเยื้อ การพิจารณาโครงการลงทุนและการเบิกจ่ายอาจได้รับผลกระทบ






