วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

บิ๊กดีลปี 2556 ทุนไทย รุกซื้อ-จับขั้ว

บิ๊กดีลปี 2556 ทุนไทย รุกซื้อ-จับขั้ว 9.7 แสนล้าน

ในรอบปีที่ผ่านมา เป็นปีที่เศรษฐกิจไทยเผชิญภาวะ "ตกหล่ม" จากทั้งปัจจัยนอกประเทศก่อนปัจจัยภายในปะทุซ้ำ ทว่าสำหรับ "ทุนไทย" แล้ว ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่เห็นภาพการ "รุกใหญ่" ทั้งในแง่มุมของการซื้อกิจการและจับขั้วสยายปีกธุรกิจออกนอกประเทศ โดยเน้นไปที่ "ตลาดอาเซียน" จากแรงผลักของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่จะเกิดขึ้นในปลายปี 2558 อีกมุมหนึ่งยังเป็นการ "เสริมความแกร่ง" ของธุรกิจไทย "ต่อกร" กับทุนนอกที่กำลังรุกคืบเข้ามาในไทยรวมมูลค่าดีล กว่า 9.7 แสนล้านบาท

ซีพี รุกซื้อ "ผิงอัน" ประกันอันดับ 2 ของจีน

เปิดศักราชมาในเดือนก.พ. 2556 เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ประกาศความสำเร็จในการเข้าซื้อหุ้นธนาคารเอชเอสบีซี (ธนาคารรายใหญ่ที่สุดของยุโรป) ในสัดส่วน 15.57% ที่ถืออยู่ในบริษัทผิงอัน อินชัวรันซ์ บริษัทประกันรายใหญ่อันดับ 2 ของจีน ด้วยมูลค่า 9,400 ล้านดอลลาร์ หรือ ราว 287,966 ล้านบาท

โดยดีลนี้ถูกระบุว่าเป็นการซื้อหุ้นของทุนข้ามชาติ "ครั้งใหญ่ที่สุด" ในจีน

ผิงอัน ไม่เพียงเป็นพี่เบิ้มธุรกิจประกันในจีน แต่ยังติดอันดับโลก โดยในปี 2555 มีรายชื่อติดอันดับ 100 จากการจัดอันดับ 2,000 บริษัทชั้นนำทั่วโลกของนิตยสารฟอร์บส์ และ ติดอันดับ 242 จากการจัดอันดับ 500 บริษัทชั้นนำในโลกของนิตยสารฟอร์จูน

"ไม้เด็ด" ของดีลนี้คือการต่อยอดธุรกิจของผิงอัน โดยกูรูระบุว่า ผิงอันจะได้ประโยชน์จากการใช้ ซีพี ซึ่งมีฐานตลาด "ประชากรในภาคชนบทของจีน" จำนวน 800 ล้านคน (จากจำนวนประชากรจีน 1,300 ล้านคน) กระจายตัวอยู่ใน 29 มณฑล จากทั้งหมด 31 มณฑล รุกตลาดประกันรากหญ้า จากการที่ ซีพี เข้าไปวางเครือข่ายการเกษตรในจีนมาเป็นเวลากว่า 3 ทศวรรษ

นี่คือ ฐานลูกค้าที่ ผิงอัน ต้องการขยายเข้าไป กลายเป็น "ชอร์ตคัต" ที่ ผิงอัน จะสามารถขยายฐานลูกค้าอย่าง "ก้าวกระโดด"

'ซีพีออลล์'ซื้อกิจการ'แม็คโคร'บุกอาเซียน

การเข้าซื้อกิจการศูนย์ค้าส่งแบบชำระเงินสดและบริการตนเอง "แม็คโคร" ของ "ซีพีออลล์" เจ้าของเครือข่ายร้านอิ่มสะดวกเซเว่นอีเลฟเว่น ด้วยมูลค่า 1.88 แสนล้านบาท โดยได้ลงนามสัญญาซื้อหุ้นเมื่อ 23 เม.ย. 2556 ที่ผ่านมา ที่ฮ่องกง ก่อนที่ผู้บริหารซีพีออลล์ จะบินด่วนกลับมาแถลงข่าวกับสื่อมวลชนในวันเดียวกัน ถือเป็นอีก "บิ๊กดีล" ในรอบปี

ตามมาด้วยคำถาม "ซื้อแพงไปหรือไม่?"

"ธนินท์ เจียรวนนท์" ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารซีพี ยอมรับว่า "แพง" แต่ "คุ้มค่า" เพราะสิ่งสำคัญ คือ การได้ทีมงาน ยี่ห้อทางการค้า หรือ "เทรดมาร์ค" รวมถึงระบบธุรกิจ เทคโนโลยีที่ดี เหล่านี้ล้วนต้องใช้เวลาสั่งสม เรียกว่า หาไม่ได้ง่ายๆ

ตอบคำถามคือ "ซื้อแพง" ดีกว่า "ซื้อถูก" !!

เป้าหมายของซีพี ยังต้องการขยายกิจการค้าปลีก ซึ่งเป็น "ปลายน้ำ" ของห่วงโซ่อุปทาน (ซัพพลายเชน) ต่อยอดความแข็งแกร่งจากธุรกิจผลิตที่เป็น "ต้นน้ำ" การผลิตสินค้าและบริการ "กลางน้ำ" ขาดเพียงช่องทางกระจายสินค้าที่ครอบคลุม แม้จะมี "เซเว่นอีเลฟเว่น" เป็นหลักอยู่แล้วก็ตามแต่ด้วยโมเดลร้านค้าปลีกขนาดเล็ก ไม่สามารถตอบโจทย์ธุรกิจได้ทั้งหมด

โมเดลธุรกิจ "แม็คโคร" ยังสอดรับโอกาสทางธุรกิจในอาเซียนที่กำลังเติบโต โดยทั้งเซเว่นอีเลฟเว่น และแม็คโคร จะถูกวางแผนการใช้ประโยชน์ หรือ ซินเนอร์ยี (SYNERGY) ร่วมกันทั้งทางด้านโลจิสติกส์ การจัดซื้อวัตถุดิบ ฯลฯ รวมทั้ง แผนขยายกิจการในต่างประเทศ จะดำเนินการภายใต้ชื่อการค้า "แม็คโคร" เน้นลงทุนแถบประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดประเทศไทยก่อน ได้แก่ ลาว พม่า และ กัมพูชา

ดีลข้ามปีทีซีซี-"เอฟแอนด์เอ็น"รุกเวทีโลก

หลังจากเริ่มต้นเปิดดีล มาตั้งแต่กลางปี 2555 ต่อจากนั้น ก็เดินเกมไล่ราคาไล่ซื้อหุ้นต่อสู้กันมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับดีลใหญ่ที่สุดแห่งเอเชีย กลุ่มทีซีซี ของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าของกิจการสุรา-เบียร์ กลุ่มไทยเบฟ ที่รุกเข้าซื้อหุ้นบริษัทอาหารเครื่องดื่มรายใหญ่ของสิงคโปร์ ที่มีอายุยาวนานกว่า 130 ปี คือ บริษัท เฟรเซอร์แอนด์นีฟ จำกัด (มหาชน) หรือ เอฟแอนด์เอ็น โดยดีลนี้เริ่มต้นการเสนอซื้อครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2555 ใช้เวลา 7 เดือน ในการไล่ซื้อชิงไหวชิงพริบ ไล่ราคากันหลายระลอก

จนสามารถปิดเกมลงได้เมื่อวันที่ 18 ก.พ. 2556 ด้วยมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาท หรือกว่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ด้วยการครองหุ้นเอฟแอนด์เอ็น 1,301 ล้านหุ้น หรือเป็นสัดส่วนกว่า 90.32% ผ่านบริษัทลูก คือ อินเตอร์เบฟ อินเวสเมนท์ ลิมิเต็ด กว่า 412 ล้านหุ้น หรือเป็นสัดส่วนกว่า 28.61% และที่เหลือถือในนาม บริษัท ทีซีซี แอสเซ็ทส์ จำกัด

ผลจากดีลนี้ยังเป็นการต่อยอดธุรกิจของกลุ่มเจริญ ที่มีทั้งกิจการเครื่องดื่มสุรา เบียร์ น้ำดื่ม และเครื่องดื่มอื่นๆ รวมทั้งนมในไทยและในระดับเอเชีย และยังรวมถึง กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเครือทีซีซีของนายเจริญ มีทรัพย์สินอสังหาฯ ทั้งโรงแรม เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ อยู่หลายแห่งทั้งในไทย และหลายทวีปทั่วโลก

เมื่อผนวกกลุ่มธุรกิจอสังหาฯ ของเอฟแอนด์เอ็น ที่มีอยู่หลายแห่งในเอเชีย และทวีปอื่นๆ ด้วย ยิ่งทำให้อาณาจักรของเครือเจริญ กลายเป็นกลุ่มทุนไทย ที่เติบโตจากฐานธุรกิจเครื่องดื่มสุรา-เบียร์ ต่อยอดแตกไลน์สู่ธุรกิจอสังหาฯ เป็นแลนด์ลอร์ดอันดับหนึ่งของไทย และอันดับต้นๆ ของเอเชียได้ทันที

"อนันดา-เอพี"ดึงญี่ปุ่นเสริมแกร่งอสังหาฯ

ปี 2556 ยังเป็นอีกปีที่ธุรกิจอาคารสูง ครองแชมป์ประเภทสินค้าอสังหาริมทรัพย์ที่เปิดตัวมากที่สุด ผู้ประกอบการอาคารสูง ยังคงมั่นใจว่าไม่ล้นตลาดและมีแผนขยายการลงทุนอย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะการจับขั้วกับทุนนอก

เริ่มต้นจากช่วงกลางเดือนมิ.ย. 2556 ผู้ประกอบการอาคารสูงในอันดับท็อปไฟว์ของตลาดเมืองไทย อย่างบริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศร่วมทุนกับริษัท มิตซุย ฟุโดซัง เรสซิเด็นเชียล จำกัด หรือ MFR ซึ่งเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของญี่ปุ่น ด้วยเงินลงทุนกว่า 1,800 ล้านบาท โดยบริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 49% กลุ่มมิตซุย 49% และนักลงทุนรายย่อย 2% เริ่มเปิดตัวด้วยโครงการแรก คือ “IDEO Q พระราม 4” มูลค่า 6,500 ล้านบาท

ส่วนอีกรายเป็นดีลใหม่ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ที่น่าจับตามองเช่นกัน และเพิ่งประกาศทำสัญญาร่วมทุนเบื้องต้น เมื่อกลางเดือนธ.ค. 2556 คือ บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งประกาศร่วมทุนกับบริษัทลูกของ มิตซูบิชิ เอสเตท จากญี่ปุ่น ที่มีประสบการณ์ตรงในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ประเภทอาคารสูงจำนวนมาก ในญี่ปุ่น

โดย กลุ่มมิตซูบิชิ เอสเตท เป็นองค์กรพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีสินทรัพย์เป็นอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น ทำธุรกิจหลักด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และการเข้ามาร่วมทุนกับเอพี ในครั้งนี้ก็มีเป้าหมายชัดเจน คือต้องการพัฒนาคอนโดมิเนียม มูลค่าโครงการกว่า 7.5 พันล้านบาท

จากสองดีลข้ามชาติเป็นเทรนด์ใหม่ที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่า บริษัทอสังหาฯ ในไทย คงต้องปรับตัวรับมือทุนต่างชาติ ทั้งญี่ปุ่นและสิงคโปร์ ที่กำลังรุกไล่เข้ามาในตลาดชัดเจน และแน่นอนว่าคงจะขยายตัวมากยิ่งขึ้น

มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ทุ่ม 1.7 แสนล้าน ฮุบแบงก์กรุงศรี

ในแวดวงการเงินดีลใหญ่แห่งปี 2556 เมื่อธนาคารแห่งโตเกียว-มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ บริษัทในเครือของมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป ธนาคารใหญ่สุดของญี่ปุ่น รุกคืบเข้าสู่ธนาคารพาณิชย์ในไทยด้วยการซื้อหุ้นธนาคารกรุงศรีอยุธยา สัดส่วน 25.33% ต่อจากบริษัท จีอี แคปปิตอล อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง คอร์ปอเรชั่น (GECIH) ในราคาหุ้นละ 39 บาท พร้อมกับตั้งโต๊ะรับซื้อหุ้นจากนักลงทุนทั่วไป ส่งผลให้มิตซูบิชิยูเอฟเจ ก้าวขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 72.01% ด้วยเงินลงทุนกว่า 1.7 แสนล้านบาท และสัดส่วนจะเพิ่มขึ้นเป็น 75%ในปีหน้าหลังควบรวมกิจการกับธนาคารโตเกียว-มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ สาขากรุงเทพ ขณะที่ตระกูลรัตนรักษ์ จะเหลือสัดส่วนการถือหุ้นเพียง 21%

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เป็นธนาคารพาณิชย์ใหญ่อันดับ 5 ของไทย ที่มีสินทรัพย์มากกว่า 1.6 แสนล้านบาท หลังควบรวมกิจการ และส่วนแบ่งทางการตลาด 11% ซึ่งประเมินว่าการเข้ามาถือหุ้นใหญ่ของธนาคารแห่งโตเกียว-มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ จะทำให้การแข่งขันในธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในไทยทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น โดยผู้ถือหุ้นใหม่จะเสริมแกร่งได้อย่างครบวงจร โดยเฉพาะธุรกิจยานยนต์ที่เป็นจุดแข็งระหว่างญี่ปุ่นและธุรกิจไทย ซึ่งธุรกิจในประเทศไทยจะเป็นสปริงบอร์ดให้แบงก์ญี่ปุ่นแห่งนี้กระโดดไกลไปทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียนได้อีกด้วย

ไทยประกันเปิด เมจิ ยาซึดะ ร่วมทุน

อุตสาหกรรมประกันภัย แม้ว่าจะมีกลุ่มทุนต่างชาติเข้ามารุกธุรกิจจำนวนมาก ก่อนเปิดเสรีเออีซี แต่สำหรับบริษัทไทยประกันชีวิต บริษัทประกันชีวิตของคนไทย 100% ที่เหลือเพียงแห่งเดียวในไทยมาเป็นเวลายาวนานเกือบ 70% มีส่วนแบ่งการตลาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ถือเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์แห่งปี เมื่อตระกูลไชยวรรณ เปิดทางให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้นด้วยการขายหุ้น 15% ของทุนจดทะเบียน 1 หมื่นล้านบาทให้กับบริษัทเมจิ ยาซึดะ ไลฟ์ อินชัวรันส์ บริษัทประกันชีวิตเก่าแก่กว่า 130 ปี และมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของญี่ปุ่น

การขายหุ้นของกลุ่มไชยวรรณ ถือเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการประกันชีวิตของไทย อย่างชนิดที่ทุกคนต้องจับตามอง แม้จะไม่เปิดเผยราคาที่ซื้อขายกัน แต่ก็มีการประเมินมูลค่าดีลนี้ว่าไม่น่าจะต่ำกว่า 27,000 ล้านบาท ทีเดียว

"การถือหุ้นดังกล่าวเป็นไปในลักษณะพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ หรือ Strategic Partners เพื่อผสมผสานความหลากหลายด้านภูมิศาสตร์ของธุรกิจ รับการเติบโตของ AEC เพื่อเสริมความแข็งแกร่งระหว่างกัน โดยเฉพาะโนว์ฮาวเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ เช่น แบบประกันบำนาญ แบบประกันผู้สูงอายุ ที่ทาง เมจิ ยาซึดะฯ มีความเชี่ยวชาญ รวมทั้งเครือข่ายในการทำธุรกิจ การรุกตลาดในต่างประเทศ" นายไชย ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าว