กิจการโทรทัศน์ของประเทศไทยเริ่มขึ้นครั้งแรกในปี 2498 ในระบบขาวดำ ก่อนปรับเปลี่ยนมาเป็นระบบโทรทัศน์สีในปี 2510
ทั้งคู่เป็นระบบรับส่งสัญญาณโทรทัศน์แบบอนาล็อก (Analog) ซึ่งเป็นการใช้ทรัพยากรคลื่นความถี่วิทยุสาธารณะอย่างไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
ในปี 2556 ประเทศไทยได้เริ่มโครงการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคโทรทัศน์ระบบดิจิทัล โดยคณะกรรมการกระจายเสียง กิจกรรมโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช) ภายใต้ภารกิจองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อจัดสรรคลื่นฯ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ภายใต้โรดแมพการส่งสัญญาณโทรทัศน์ระบบดิจิทัล (ทีวีดิจิทัล) กสทช. ได้กำหนดการจัดสรรคลื่นความถี่ "ทีวีดิจิทัล" ซึ่งมีฐานะเป็น "ฟรีทีวี" สื่อสาธารณะพื้นฐานที่ประชาชนทั่วประเทศสามารถรับชมได้ฟรี โดยกำหนดจัดสรรคลื่นฯ ทีวีดิจิทัล ออกเป็น 3 ประเภท คือ บริการสาธารณะ 12 ช่อง บริการธุรกิจ 24 ช่อง และบริการชุมชน 12 ช่อง
ภารกิจสำคัญก่อนสิ้นปีนี้ ในวันที่ 26-27 ธ.ค.นี้ คือการจัดประมูลทีวีดิจิทัล ประเภทบริการธุรกิจ 24 ช่อง ประกอบด้วย ช่องเอชดี 7 ช่อง วาไรตี้ 7 ช่อง ข่าว 7 ช่อง และเด็ก 3 ช่อง โดยมี 29 บริษัททั้งในกลุ่มกิจการบรอดคาสต์ โทรคมนาคม กิจการสื่อ และคอนเทนท์ โปรวายเดอร์ร่วมลงสนามประมูลทีวีดิจิทัล ครั้งแรกในประเทศไทยและเป็นครั้งแรกในโลกที่มีการประมูลทีวีดิจิทัล
หลังจบการประมูลในช่วงส่งท้ายปี กสทช.กำหนดให้ผู้ชนะการประมูลต้องเริ่มออนแอร์ช่องทีวีดิจิทัลใหม่ในเดือน ก.พ.2557
ดังนั้นในช่วงเวลาจากนี้ นับเป็นอีกภารกิจสำคัญในการสื่อสารสร้างการรับรู้ถึงประโยชน์และรูปแบบการรับชมทีวีดิจิทัล ที่ถือเป็นการจัดสรรคลื่นฯโทรทัศน์จากระบบสัมปทานสู่ใบอนุญาตในรอบเกือบ 60 ปีของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทย
นที ศุกลรัตน์ รองประธาน กสทช. และประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) กล่าวว่านับจากนี้เป็นช่วงเวลาของการสื่อสารให้ผู้ชมทั่วประเทศเข้าใจถึงประโยชน์จากการออกอากาศทีวีดิจิทัล รวมถึงรูปแบบการรับชมที่สามารถรับชมได้จาก "จอทีวีทุกรุ่น" ที่ติดตั้งอุปกรณ์กล่องรับสัญญาณ (set top box) ระบบ DVB-T2 รวมทั้ง "จอทีวี บิวท์อิน จูนเนอร์ ดีวีบี-ที2" ซึ่ง กสทช.มีนโยบายสนับสนุน "คูปองส่วนลด" ให้กับ 22 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศในช่วงเดือนเม.ย.2557 สำหรับซื้ออุปกรณ์เครื่องรับเพื่อรับชมทีวีดิจิทัล
พร้อมกันนี้ได้เดินหน้ากระบวนการสื่อสารสร้างการรับรู้ถึงการออกอากาศทีวีดิจิทัลในปีหน้า เริ่มจากการเปิดตัวมาสคอต "น้องดูดี" สัญลักษณ์การสื่อสารและการรับรองมาตรฐานต่างๆ ด้านอุปกรณ์การรับชมทีวีดิจิทัล ล่าสุด กสทช.ร่วมกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดตัวตราไปรษณียากร "น้องดูดี" ที่ใช้เทคโนโลยี AR Code (Augmented Reality) ซึ่งเป็นเทคโนโลยที่ผสานโลกแห่งความจริงรวมกับโลกเสมือนจริงที่ถูกสร้างขึ้นจากเทคโนโลยี โดยจะแสดงผลเหมือนจริงแบบ 3D 360 องศาในหน้าจอสมาร์ทดีไวซ์
ส่วนแคมเปญการสื่อสารทีวีดิจิทัลในปี 2557 กสทช.ได้เตรียมงบประมาณ 30 ล้านบาท เพื่อสร้างการรับรู้การส่งสัญญาณทีวีดิจิทัลผ่านสื่อทุกรูปแบบ รวมทั้งให้ทั้ง 24 ช่องทีวีดิจิทัล ประเภทบริการธุรกิจจัดทำแคมเปญสร้างการรับรู้ด้านการรับชมทีวีดิจิทัลในปีหน้าด้วยเช่นกัน
ทางด้าน สุชาดา พุทธรักษา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานตลาดและพัฒนาธุรกิจ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่าไปรษณีย์ไทยได้ออกแสตมป์ชุดส่งท้ายปี 2556 ด้วยเทคโนโลยีไฮเทคในชุด "ดิจิตอลทีวี" (Digital TV) เป็นภาพมาสคอต "น้องดูดี" ของ กสทช. ผสมผสานเทคโนโลยีสื่ออินเทอร์แอคทีฟ AR Code ทำให้แสตมป์จำนวนทั้ง 700,000 ดวงของชุดนี้ รวมถึง ภาพแสตมป์น้องดูดี ไม่ว่าปรากฏบนสื่อใด สามารถนำเสนอภาพยนตร์โฆษณา "ดิจิตอลทีวีดีอย่างไร?" ความยาว 1 นาที ด้วยการสแกนภาพจากแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนที่ชื่อว่า StampAlive โหลดฟรีได้ทั้งระบบ iOS และ Android
แอพแสตมป์อะไลฟ์ ชุด Digital TV นำเสนอคอนเทนท์หลักเพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับทีวีดิจิทัล ประกอบด้วย การรับชม"คมชัด" ระดับ Full Digital HD จำนวนช่องรายการฟรีทีวีที่เพิ่มขึ้นจากระบบอนาล็อกเดิม 6 ช่อง เพิ่มเป็น 48 ช่อง คุณภาพการรับชมที่คมชัดแม้ฝนตก และสามารถรับชมผ่าน "กล่องรับสัญญาณ" ที่ติดตั้งกับจอทีวีทุกรุ่น
เป็นการสื่อสารคอนเทนท์ผ่านเทคโนโลยีนิวมีเดียที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ ที่นิยมเสพสื่อดิจิทัลและใช้งานสมาร์ทดีไวซ์ ถึงการเตรียมตัวในการรับชมช่องทีวีดิจิทัลที่มีการจัดสรรใหม่และกำลังจะออกอากาศในปีหน้า
โดยเน้นเนื้อหาการสื่อสารสำคัญในการรับชมช่องทีวีดิจิทัลได้จาก "จอทีวีทุกรุ่น" ไม่ว่าจะเป็นแบบจอแบน Smart TV ต่างๆ หรือจอ CRT โดยไม่ต้องซื้อจอทีวีใหม่เพียงแค่มีกล่องรับสัญญาณ DVB-T2 ที่จะช่วยแปลงสัญญาณในระบบอนาล็อกเป็นระบบดิจิทัล ซึ่งรับสัญญาณจากเสาหนวดกุ้งหรือเสาก้างปลา
แอพดังกล่าวนับเป็นการพัฒนารูปแบบของตราไปรษณียากรไทยที่จะกลายเป็น "สื่อใหม่" นำเสนอเรื่องราวในลักษณะมัลติมีเดียบนดวงแสตมป์ได้อย่างมีชีวิต ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทย
อีกทั้งยังเชื่อมโยงถึงแหล่งข้อมูล เช่น เว็บไซต์ http://digital.nbtc.go.th และเฟซบุ๊ค Digital TV(NBTC) ของ กสทช.ได้โดยตรง ตลอดจนแชร์ข้อมูลแสตมป์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ นับเป็นการพัฒนารูปแบบการสื่อสารเกาะกระแสผู้บริโภคในยุคดิจิทัล








