ฟาร์มสุขไอศกรีม เริ่มจากความตั้งใจเล็กๆ ค่อยๆ เติบโตขยายผลจนเป็นมากกว่า "สะพานบุญ"แต่คือการสร้างคุณค่า สร้างสันติ ให้เกิดขึ้นในใจของผู้คน
“ตอนนี้ผมก็ยังคงมุ่งมั่นพาตัวเองไปเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ (เท่าที่มีแรง มีเวลา และมีเงิน) หวังว่าจะช่วยเหลือเด็ก ๆ ได้มากกว่าการสร้างรายได้ และ อาชีพ และ ช่วยเหลือสังคมได้มากยิ่งขึ้น”
ถ้อยคำที่ “บอม-ชัยฤทธิ์ อิ่มเจริญ” ผู้ก่อตั้ง “ฟาร์มสุขไอศกรีม” แบ่งปันไว้ให้กับสมาชิกบนโลกไซเบอร์ “พันทิปดอทคอม” รับทราบความเคลื่อนไหวตลอด 2 ปี ของการเดินหน้ากิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise : SE)
จากความคิดทำไอศกรีมไปแจกเด็กๆ ตั้งแต่ปี 2553 แล้วโพสต์ลง Facebook จนได้รับเสียงตอบรับอย่างดีจากโลกออนไลน์ จึงเดินหน้าทำไอศกรีมแจกเด็กเรื่อยมา ด้วยแนวคิด “ไอศกรีมหวานน้อย” เพื่อสุขภาพของเด็กๆ
จากนั้นก็คิดโมเดลสร้างความยั่งยืนด้วยการผันตัวเองมาเป็น “กิจการเพื่อสังคม” ด้านอาหารเพื่อสุขภาพ โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ (สกส.) และสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สพว.) เปลี่ยนจากการทำไอศกรีมบริจาค มาเป็นสอนให้เด็กทำไอศกรีม แล้วก็นำไอศกรีมนั้นไปขาย ภายใต้แบรนด์ “ฟาร์มสุข” โดยที่รายได้แบ่งให้เด็ก ซื้อวัตถุดิบ และ เก็บเอาไว้ให้เด็กทำกิจกรรม (เรียนหนังสือ)
“เปลี่ยนจากการให้เปล่าเป็นให้โอกาส ให้อาชีพและรายได้” นั่นคือแนวทางของพวกเขา
มีอะไรเกิดขึ้นบ้างระหว่างการทำงาน เขาบอกว่า เมื่อเริ่มใกล้ชิดกับเด็กมากขึ้น เปิดใจต่อกันมากขึ้น จึงค้นพบว่า เด็กมีรายได้อย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องสร้างความมั่นคงทางจิตใจให้เขาด้วย
“เด็กจะถูกฝังหัวมาตลอดว่า เขาผิด เป็นเด็กเหลือขอ เขาต้องต่อสู้มากแค่ไหน กว่าจะหนีออกจากสิ่งที่เจอ และอยู่รอดให้ได้ แต่เขาก็ถูกสังคมฝังหัวไปแล้วว่า เป็นเด็กไม่ดี ซึ่งวิธีการแก้ปัญหาก็วนเวียนอยู่แต่ในวังวนเดิมๆ เด็กออกไปแล้วก็กลับมาใหม่เมื่อจิตใจไม่แข็งแกร่งพอ ซึ่งผมมองว่า มันไม่ใช่เรื่องเงินแล้ว เขาไม่ได้สนใจเงิน เขาขอแค่ได้รับความรักกลับคืนมา นั่นคือเรื่อง ความมั่นคงทางจิตใจของเขา”
บอม อธิบายว่า เด็กมีเงิน ก็ควรที่จะรู้จักใช้เงิน และ เมื่อมีปัญหาเข้ามากระทบก็ควรจะตั้งหลักให้ชีวิตได้ เขาจึงเริ่มหาวิธีต่างๆ ที่จะช่วยสร้างความมั่นคงทางจิตใจให้แก่เด็ก สุดท้ายก็มาสรุปที่การพัฒนาเครื่องมือเพื่อ “สร้างความมั่นคงทางใจให้เด็ก” โดยรับการสนับสนุนจากภาคีเครือข่ายของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
อาทิ การค้นหาตนเองจากด้านใน, การสื่อสารอย่างสันติ เหล่านี้ ซึ่งโดยรวมก็เป็นการ “สร้างสันติ” ให้เกิดขึ้นโดยบ่มเพาะจากภายในแล้วส่งออกไปสู่ภายนอก แล้วนำเครื่องมือเหล่านี้ไปใช้กับเด็กๆ
“ผมเห็นว่าถ้าเด็ก ๆ มองเห็นคุณค่าของตัวเขาเอง ก็จะมีความมั่นคงทางจิตใจมากขึ้น” เขาบอกความคาดหวัง
เวลาเดียวกันก็ขยายผลออกไปสู่สังคมภายนอก โดยร่วมกับ สวนโมกข์ กรุงเทพ เปิดอบรมให้กับบุคคลโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ในทุกเสาร์ที่ 2 ของทุกเดือน ในกิจกรรมที่ชื่อ “ปั่นไอติม ชิมความสุข” ที่ไม่ได้มีเป้าหมายคือ สอนทำไอศกรีม แต่เป็นการให้ครอบครัวได้มาใช้เวลาร่วมกัน เพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับครอบครัวผ่านการทำไอติมอย่างง่ายๆ รวมถึงกิจกรรม “ฟาร์มสุข สนทนา” กิจกรรมการ "ฝึกฟังอย่างมีสติ , หรี่เสียงความคิดตัวเอง และ ห้อยแขวนการตัดสิน" เพื่อให้เกิดปัญญาในการปลดล็อคปัญหาในใจ "ด้วยสติของตัวเอง"
“แน่นอนว่าเราไม่ได้คาดหวังว่าจะให้เขาเติบโตไปเป็นคนทำไอติมหรอก เราอยากให้เขารู้ว่า ทุกคนก็รักเขาและอยากให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรักพร้อมที่จะแบ่งปันให้คนอื่น ส่วนพ่อแม่เองเราก็คาดหวังว่ากิจกรรมเล็ก ๆ นี้จะพอจุดประกายให้เห็นว่าการมีสติสามารถนำไปใช้ได้ในทุกกิจกรรมในชีวิตประจำวัน”
ด้วยเครื่องมือใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์ขึ้นจากประสบการณ์ และการเรียนรู้ ทำให้ “ฟาร์มสุข” สามารถขยายบริการไปสู่ การรับจัดอบรมให้กับองค์กรต่าง ๆ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ภายในองค์กร ลดความขัดแย้งระหว่างเพื่อนร่วมงาน โดยนำรายได้จากตรงนี้ และส่วนหนึ่งจากการขายสินค้าที่ระลึก อาทิ เสื้อ สมุดฉีก และ นิทานฟาร์มสุข เพื่อมาสมทบเป็นทุนในการทำไอศกรีม, ตู้แช่ไอศกรีม และ ค่าใช้จ่ายอื่นๆ
“สำหรับไอศกรีมยังขาดทุนอยู่ครับ มันขาดทุนทางธุรกิจ แต่ก็กำไรทางสังคม”
เขาบอกสถานการณ์ที่ชัดเจนของธุรกิจซึ่ง “ลงทุนสูง รีเทิร์นต่ำ” และยากเย็นเหลือเกินที่จะทำให้ทำรายได้งดงามกับธุรกิจนี้ และยอมรับว่า ไม่ง่ายที่จะทำให้เกิดความยั่งยืน ถ้าในเชิงธุรกิจต้อง “ขาดทุน” อยู่ตลอดอย่างนี้
นั่นคือที่มาของความพยายามทำอะไรหลายๆ อย่าง เพื่อให้ “ธุรกิจได้ สังคมได้” เติบโตไปด้วยกันทั้งสองขา
แต่เมื่อถามถึงความรู้สึกในวันนี้ เขาก็ยังยืนยันว่า ยังเหมือนวันเริ่มต้นที่คิดโมเดล “ฟาร์มสุข”
“วันนั้นผมคิดแค่ว่า อยากทำ ก็ทำขึ้นมาเลย โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตลาดไอศกรีมเป็นอย่างไร ผมรู้สึกเหมือนการช่วยคนที่กำลังถูกไฟไหม้ เราก็วิ่งเข้าไปช่วยทันที วิธีนี้ไม่เวิร์ค ก็ลองวิธีใหม่ แล้วดึงเขาออกมาให้ได้ ระหว่างทางก็เรียนรู้ คิดหาวิธีใหม่ๆ คุยกับคนอื่นๆ เพื่อเติมเต็มมาเรื่อยๆ ซึ่งผมเชื่อว่า วันหนึ่งก็คงมีทางออกของมัน”
เขาบอกความเชื่อมั่น และยังย้ำเหมือนทุกครั้ง ว่าสิ่งที่ฟาร์มสุขทำ ไม่ใช่ แค่เรื่อง “ธุรกิจและไอศกรีม” แต่คือการทำอะไรก็ได้ที่จะช่วยเหลือเด็กให้มากขึ้น
“เราช่วยหลือเด็ก ก็เพราะเชื่อมั่นว่า เขาจะดีขึ้นได้ และผมก็เชื่อในระบบกิจการเพื่อสังคมแบบไทยๆ ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องจิตใจ อย่าง ฝรั่งเขาจะพูดแค่ ‘เงินใช้แก้ปัญหาได้’ ถ้าเราไปทำอย่างอื่นที่ไม่ได้เงิน ก็มองว่าไม่ใช่กิจการเพื่อสังคม การเป็นเอสอีจึงมองที่ความสามารถในการสร้างรายได้เท่านั้น แต่ผมมองว่าต้องเป็นการแก้ปัญหาด้านจิตใจด้วย และการทำงานต้องเอาจิตใจเข้าไปใส่ด้วย”
ปีใหม่ ใครๆ ก็พูดถึง “ความสุข” สำหรับ “ฟาร์มสุข” พวกเขาบอกว่า อยากเป็นตัวแทนของ การมองเห็นคุณค่าในตัวเอง และกล้าที่จะลุกมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น
“เราทำงานเกี่ยวข้องกับการมองเห็นคุณค่าในตัวเอง ตัวผมเองก็ไม่เคยรู้เองมาก่อนว่า จะทำอะไรให้ใครได้ และไม่เคยคิดถึงคนอื่น ไม่เคยคิดจะช่วยเหลือใคร ไม่คิดว่าตัวเราจะสามารถทำอะไรให้ใครได้ขนาดนี้ แต่การที่เรามองเห็นคุณค่าในตัวเองและสามารถช่วยให้เด็กๆ ได้เห็นคุณค่าในตัวเขา ก็สามารถทำให้เกิดเราขึ้นมาได้ในวันนี้ ผมอยากให้ฟาร์มสุขเป็นตัวแทนของความเชื่อมั่นศรัทธาในตัวเอง ว่าทุกคนสามารถทำอะไรที่ดีได้ และพัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นได้”
คำว่า ‘ชีวิตหนูมีคุณค่า’ ที่เปล่งเสียงออกมาให้รับรู้ คือรางวัลยิ่งใหญ่ของการทำงานตลอดที่ผ่านมา และเป็นแรงใจสำคัญที่ทำให้ผู้ชายหนึ่งยังคงมุ่งมั่นและเดินหน้าทำอะไรมากมายในวันนี้


