วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เงินเอเชียป่วนบาทร่วง มีโอกาสแตะ33

ค่าเงินตลาดเอเชียร่วงหลังเฟดหั่นคิวอี ฉุดบาทอ่อนสุดรอบ 3 เดือน 32.44 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนทองคำทรุดเข้าใกล้จุดต่ำสุดปีนี้ ธปท.บอกไม่เซอร์ไพรส์

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลงมติในการประชุมวานนี้ ด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 1 เสียง เห็นพ้องให้ปรับลดวงเงินในการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และหลักทรัพย์ที่ได้รับการค้ำประกันจากสัญญาจำนอง (MBS) ตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) โดยปรับลดลง 1 หมื่นล้านดอลลาร์ สู่ระดับ 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน จากเดิมที่ระดับ 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ นับตั้งแต่เดือนม.ค. 2557

การปรับลดคิวอี ส่งผลให้ค่าเงินของตลาดเกิดใหม่ในเอเชียร่วงลงในวานนี้ ขณะที่รูเปี๊ยะห์ ดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปีเมื่อเทียบกับดอลลาร์ สู่ระดับ 12,225 ต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค. 2551

สกุลเงินในภูมิภาคร่วงลงโดยทั่วไป โดยริงกิต, ดอลลาร์สิงคโปร์, เปโซ และ บาทร่วงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน เนื่องจากอินโดนีเซียมียอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัด รูเปี๊ยะห์ จึงถือว่าเป็นสกุลเงินเอเชียที่เปราะบางมากที่สุดต่อการปรับลดโครงการซื้อ พันธบัตรของเฟด ซึ่งทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ในช่วง ที่ผ่านมา

นักบริหารเงินจากธนาคารพาณิชย์ กล่าวว่า เงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 32.33-32.35 บาทต่อดอลลาร์ และลงไปที่ระดับ 32.44 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าสุดในรอบ 3 เดือนตั้งแต่วันที่ 6 ก.ย.ที่ผ่านมา ก่อนจะมาปิดตลาดที่ระดับ 32.36-32.43 บาทต่อดอลลาร์

ขณะที่ราคาทองคำในตลาดโลกก็ปรับลดลง 10 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากแรงเทขายของนักลงทุน รับข่าวเฟดลดคิวอี ลงมาอยู่ต่ำสุดที่ 1,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเข้าใกล้ระดับต่ำสุดรอบปีนี้ที่ 1,180 ดอลลาร์ต่อออนซ์

โดยราคาต่ำสุด ซึ่งเทรดเดอร์มองว่า แนวโน้มราคาทองคำในตลาดโลกยังคงอ่อนตัวต่อเนื่อง แต่จะไม่อ่อนตัวต่ำกว่าระดับ 1,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ธปท.รอ 3 วันประเมินตลาดเงิน

ขณะที่ นายปฤษันต์ จันทน์หอม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การปรับลดคิวอี ของ เฟด ในครั้งนี้ ไม่ได้สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดการเงินมากนัก ต่างจากในอดีตที่เฟดบอกจะเริ่มต้นลดคิวอีก็ทำให้ตลาดเงินมีความผันผวน แต่อย่างไรก็ตามยังต้องติดตามดูการเคลื่อนไหวในตลาดเงินอีก 2-3 วัน เพื่อดูว่านักลงทุนจะปรับตัวสอดรับกับการลดคิวอีของเฟดลงอย่างไร

"ยังต้องจับตาดูอีก 2-3 วันว่านักลงทุนจะมีการปรับตัวอย่างไรหรือไม่ ส่วนผลกระทบกับประเทศไทยนั้นมองว่าจะกระทบกับไม่มาก เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยไม่ได้กู้เงินต่างประเทศมากเหมือนในอดีต"

อย่างไรก็ตาม การที่เฟดเริ่มต้นลดการใช้มาตรการคิวอี ถือเป็นการสะท้อนว่า เฟดเริ่มเอาจริงเอาจังในการปรับลดวงเงินทำมาตรการคิวอี และจะลดวงเงินในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป

"การลดวงเงินการทำมาตรการคิวอีลง 1 หมื่นล้านดอลลาร์นั้น เป็นการแสดงให้เห็นว่า ธนาคารกลางสหรัฐเริ่มเอาจริงเอาจังในการลดคิวอี แต่จะเป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไปและหลายคนมีความเห็นว่าหากสหรัฐปรับลดวงเงินทำมาตรการคิวอีลงทุกครั้งที่มีการประชุมน่าจะสามารถหยุดมาตรการคิวอีได้ในปี 2557 แต่เชื่อว่าการปรับลดเขาคงค่อยๆ รอประเมินกันไปเป็นครั้งๆ"

การปรับลดมาตรการคิวอีที่เกิดขึ้น น่าจะเป็นการลดเพื่อส่งไม้ต่อให้กับนางเจเน็ต เยลเลน ว่าที่ประธานเฟดคนใหม่ เพื่อให้ดำเนินการแก้ไขเศรษฐกิจสหรัฐได้คล่องตัวขึ้น ซึ่งการปรับลดที่เกิดขึ้น อาจมีคนมองว่า เร็วกว่าที่คาด เนื่องจากรายไตรมาสของสหรัฐและตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจยังไม่ออกมา แต่ในความเป็นจริงนั้น การปรับลดนั้นไม่ว่าจะเกิดขึ้นในเดือนนี้หรือเดือนหน้าก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก เพราะตลาดการเงินทั่วโลกคาดการณ์และเตรียมรับมือในเรื่องนี้มาแล้วสักระยะหนึ่ง

กิตติรัตน์ชี้สัญญาณศก.สหรัฐเริ่มฟื้น

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวว่า การที่ เฟด ปรับลดลงเหลือ 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ก็ยังถือว่า ยังอยู่ในระดับที่สูงอยู่ แต่ในภาพรวมของโลกถือว่า ดีที่เกิดความชัดเจนว่า การปรับลดคิวอีของสหรัฐนั้น จะพิจารณาจากอัตราการว่าจ้างแรงงาน ที่เพิ่มสูงขึ้น เป็นหลัก ทำให้สามารถทยอยปรับลดลงได้อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาประเทศไทยก็มีสภาพคล่องค่อนข้างสูง สืบเนื่องมาจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดและการเกินดุลการค้า และการปรับอัตราแลกเปลี่ยนให้อยู่ในระดับเหมาะสม

สอดคล้องกับนาย ทนง พิทยะ อดีต รมว.คลัง กล่าวว่า เฟด ลดขนาดคิวอีแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจของสหรัฐ เริ่มฟื้นตัวอย่างจริงจัง และหากการปรับลดวงเงินซื้อพันธบัตรของเฟดในครั้งนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อการจ้าง งาน และภาคธุรกิจ ก็มีความเป็นไปได้สูงที่เฟดจะทอนขนาดมาตรการคิวอีลงอีกในการประชุมครั้งถัดไป หลังจากที่นโยบายทอนมาตรการ คิวอี มีผลบังคับใช้แล้ว แต่หากการทอนมาตรการ คิวอีของเฟดในครั้งนี้ส่งผลกระทบด้านลบต่อเศรษฐกิจ เฟดก็อาจพิจารณาเพิ่มเงินอัดฉีดอีกครั้ง

"ต้องติดตามการรายงาน ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในช่วง 2 สัปดาห์นี้อย่างใกล้ชิดจึงจะเริ่มเห็นว่าการทอนมาตรการ คิวอี ส่งผลกระทบอย่างไรต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทย"

เขากล่าวว่า ต้องดูว่าการปรับลดวงเงินซื้อพันธบัตรลง 1 หมื่นล้านดอลลาร์มีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจในอนาคตหรือไม่ ส่วนผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะเงินทุนเคลื่อนย้าย ปัจจัยหลักอยู่ที่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ขณะนี้อยู่ในช่วงปลายปีส่วนใหญ่นักลงทุนต่างชาติจะปิดพอร์ตการซื้อขายไปแล้ว จึงเชื่อว่าแม้เฟดจะทอนมาตรการ คิวอี แต่เงินทุนจะไม่ไหลออกมาก

อย่างไรก็ตามต้องติดตามกระแสเงินไหลออกในช่วงหลังเทศกาลปีใหม่ไปแล้วจึงจะเห็นผลกระทบ ชัดเจนขึ้น และหากการเมืองในประเทศยังยืดเยื้อ ไม่มีความชัดเจน ก็จะทำให้นักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อมั่น โอกาสเทขายหุ้นเพื่อนำเงินลงทุนกลับประเทศก็มีมากขึ้นด้วยเช่นกัน โดยในช่วงนี้จนถึงปลายปี เม็ดเงินซื้อขายในตลาดหุ้นส่วนใหญ่จึงเป็นเม็ดเงินลงทุนของนักลงทุนในประเทศ

ศุภวุฒิคาดดอกเบี้ยยาวสหรัฐปรับขึ้น

นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร กล่าวว่า สิ่งที่น่าจับตามองหลังเฟดลดคิวอี คือ ดอกเบี้ยระยะยาวของสหรัฐ อาจปรับเพิ่มขึ้น กระทบกับประเทศไทยและตลาดเกิดใหม่ ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวลำบาก

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า การตัดสินใจลดคิวอีของเฟด แม้จะสร้างความประหลาดใจให้กับนักลงทุนบางส่วน แต่ไม่ได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับตลาดการลงทุนมากนัก ส่วนหนึ่งเพราะเฟดใช้วิธีทยอยลดการอัดฉีดลงน้อยมาก และยังได้ส่งสัญญาณว่า จะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไปจนกระทั่งปลายปี 2558

"ถ้าดูการลดครั้งนี้ ซึ่งลดแค่ 1 หมื่นล้านดอลลาร์เท่านั้น เรียกได้ว่าเป็น Mini Taper ทำให้หลายคนสบายใจ ถ้าดูตลาดเองก็ไม่ได้ตื่นตกใจอะไรมากกับการที่ เฟด เริ่มต้นลดคิวอีลงในครั้งนี้ สะท้อนผ่านดัชนีดาวโจนส์และเอสแอนด์พีที่ปรับขึ้นหลังเฟดแถลงมติออกมา"นายกอบศักดิ์ กล่าว

เชื่อกระทบไทยไม่มาก

สำหรับผลกระทบต่อประเทศไทยนั้น เขากล่าวว่า คงต้องรอดูว่าหลังจากลดแล้วประเทศในกลุ่มอาเซียน โดยเฉพาะอินโดนีเซียและอินเดีย จะสามารถรับมือกับการไหลออกของเงินทุนเหล่านี้ได้หรือไม่ ถ้าเป็นการไหลออกอย่างมีระเบียบ คือ ค่อยๆ ทยอยออกไป กรณีนี้ก็คงไม่กระทบกับประเทศไทยมากนัก แต่ถ้าเกิดมีการไหลออกอย่างมากและมีประเทศใดประเทศหนึ่งไม่สามารถบริหารจัดการได้ ก็อาจส่งผลกระทบกับการไหลออกของเงินทุนเคลื่อนย้ายในประเทศไทยได้บ้าง

นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า การที่เฟดลดใช้มาตรการคิวอีลงเร็วกว่าที่คาดไว้ สะท้อนว่าเศรษฐกิจของสหรัฐโดยรวมดีขึ้นชัดเจน ทำให้แนวโน้มการส่งออกของไทยมีสัญญาณที่ดีขึ้นตามไปด้วย โดยเชื่อว่าในปีหน้ามีโอกาสที่การส่งออกไทยจะทำได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 7%

คาดต้นปีหน้าเงินทุนไหลออกเพิ่ม

นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า มติของ เฟด เริ่มต้นลดการใช้มาตรการคิวอี ถือว่าเป็นไปตามที่คาดการณ์เอาไว้ และเชื่อว่าตั้งแต่ต้นปีหน้า เม็ดเงินของนักลงทุนต่างชาติคงค่อยๆ ทยอยออกจากทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรในประเทศไทยไป เพียงแต่การไหลออกจะไม่รุนแรงเหมือนแต่ก่อน

"ผลกระทบแรกๆ คงมีเงินไหลออกบ้าง ซึ่งจากนี้ไปแนวโน้มเงินทุนคงค่อยๆ มีการลดการพิมพ์เงินเข้าสู่ระบบลง ดังนั้นตั้งแต่ต้นปี 2557 ไปจนถึงกลางปี เราคงเห็นต่างชาติค่อยๆ เอาเงินออก ซึ่งอาจมีการขายต่อเนื่องทั้งในตลาดบอนด์และตลาดหุ้น แต่คงไม่ได้เป็นการเทขายที่รุนแรง"นายเบญจรงค์ กล่าว

สำหรับทิศทางค่าเงินบาทในปี 2557 ประเมินกรอบ 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ และมีโอกาสที่แตะ 32.50 บาทบางช่วง แต่หากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวขึ้นได้อย่างชัดเจน และทำให้เศรษฐกิจไทยปรับตัวดีขึ้นด้วยนั้น เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าอยู่ในระดับ 31.90-32 บาทต่อดอลลาร์ได้ในปลายปีหน้า

ด้าน นายธิติ ตันติกุลานันท์ ผู้บริหารธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การปรับลดมาตรการคิวอียอมรับว่าสร้างความประหลาดใจให้ตลาดเล็กน้อย เนื่องจากเม็ดเงินที่ลดลง 1 หมื่นล้านดอลลาร์ถือเป็นวงเงินที่ไม่มากจนสร้างความตื่นตระหนกให้ตลาด แต่เชื่อว่ามีโอกาสที่เฟดจะปรับลดวงเงินคิวอีได้อีกในการประชุมครั้งถัดไป

อย่างไรก็ตาม การปรับลดคิวอีครั้งนี้ ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นในช่วงสั้น หรือราวไตรมาสแรกของปี 2557 จากการไหลออกของเงินทุน โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปมีแนวโน้มการฟื้นตัวดีขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าในปีนี้เงินทุนไหลออกจากไทยแล้ว 1.7 แสนล้านบาท ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย ขณะที่ยอดคงค้างตราสารหนี้ไทยตั้งแต่ต้นปีมี 7 แสนล้านบาท เคยปรับขึ้นไปสูงสุดที่ 8.5 แสนล้านบาท และในขณะนี้กลับมาอยู่ที่ระดับ 7 แสนล้านบาท ทั้งนี้ธนาคารคาดว่าค่าเงินบาทมีโอกาสที่จะอ่อนค่าลงไปถึงระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์ ช่วงเดือนม.ค.-ก.พ. 2557

นายสุชาติ ธนฐิติพันธ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนาตลาดตราสารหนี้ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวว่า ตลาดตราสารหนี้ไม่ได้รับผลกระทบ ส่วนหนึ่ง ตลาดรับรู้ข้อมูลเรื่องนี้ไปในราคาแล้ว เดิมตลาดคาดว่าการปรับลดมาตรการจะมีขนาดที่มากกว่านี้ แต่ตัวเลขที่ออกมาถือว่าน้อยกว่าที่ตลาดคาด จึงถือว่าเป็นข่าวดีต่อตลาดมากกว่า