หอการค้าฯมองกรณีเลวร้าย!การเมืองปี"57 วุ่น/นักท่องเที่ยวเผ่น จีดีพีอาจขยายตัวไม่ถึง 3% แต่ยังหวังเงินสะพัดช่วงเลือกตั้ง 3-5 หมื่นล้าน ดันศก.
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ได้ปรับประมาณการตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ จีดีพี ปี 2556 ให้ขยายตัวเหลือเพียง 3% จากคาดการณ์เดิมที่ 3.5% เนื่องจากสถานการณ์การเมืองเป็นปัจจัยหลักที่กระทบเศรษฐกิจ ที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ คิดเป็นมูลค่า 30,000-70,000 ล้านบาท หรือ 0.3-0.5% โดยเป็นครั้งแรกที่เศรษฐกิจไทยชะลอตัวจากปัจจัยภายในประเทศ ไม่ใช่จากปัจจัยเศรษฐกิจโลก และภัยธรรมชาติ
ส่วนเศรษฐกิจไทยในปี 2557 ยังมีความเปราะบาง โดยคาดการณ์ไว้ 4 กรณี คือกรณีแรก หากการเมืองมีเสถียรภาพ รัฐบาลมีการลงทุนตามแผนที่วางไว้ นักท่องเที่ยว นักลงทุน และเอกชน มีความเชื่อมั่นดี เศรษฐกิจจะโต 4.6-5%
กรณีที่สอง ซึ่งมีความเป็นไปได้มากที่สุด คือการเมืองค่อนข้างมีเสถียรภาพ การลงทุนภาครัฐใกล้เคียงกับแผนที่วางไว้ เอกชนและ ต่างชาติเชื่อมั่นระดับปานกลาง เศรษฐกิจจะตัวได้ 4-4.5% ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 5.1% โดยเศรษฐกิจได้รับความเสียหายจากสถานการณ์การเมืองประมาณ 70,000 ล้านบาท ถึง 100,000 ล้านบาท
ส่วนกรณีที่สาม หากสถานการณ์การเมืองไม่ค่อยมีเสถียรภาพ รัฐบาลขับเคลื่อนนโยบายได้ไม่เต็มที่ การลงทุนต่ำ เศรษฐกิจจะโต 3-4%
ส่วนกรณีสุดท้าย ซึ่งเป็นกรณีเลวร้ายสุด และมีโอกาสจะเกิดขึ้นเพียง 5-10% คือกรณีรัฐบาลขาดเสถียรภาพ มีความวุ่นวายทางการเมือง ทั้งนักท่องเที่ยวและนักลงทุน รวมถึงประชาชนขาดความเชื่อมั่นจะทำให้จีดีพีปีหน้าขยายตัวต่ำกว่า 3% ความสูญเสียจากความวุ่นวายทางการเมืองจะกระทบต่อเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเป็น 200,000-300,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ทิศทางเศรษฐกิจจะชัดเจนในไตรมาส 2 ปี 2557 เพราะในช่วงไตรมาสแรก การเลือกตั้งจะช่วยพยุงเศรษฐกิจ ด้วยเงินสะพัด 30,000-50,000 ล้านบาท แต่หากพรรคประชาธิปัตย์ไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งเม็ดเงินจะลดลงเหลือ 10,000-20,000 ล้านบาท
ส่วนกรณีเกิดสูญญากาศทางการเมือง ไม่มีการเลือกตั้งขึ้นในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ แต่มีรัฐบาลรักษาการ ซึ่งเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายเพื่อดำเนินการปฏิรูปประเทศก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง เศรษฐกิจก็ยังคงขับเคลื่อนต่อไปได้ เพราะประชาชนยังใช้จ่ายตามปกติ การส่งออกยังขยายตัว และนักท่องเที่ยวยังเดินทางเข้ามาประเทศไทยอยู่ จีดีพีอาจขยายตัวได้ 4% ในระยะสั้น และในระยะยาวมีโอกาสสูงขึ้นจากการปฏิรูปประเทศแล้วเสร็จ
ส่วนปัจจัยบวกในปี 2557 คือการส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 6.5% จากเศรษฐกิจโลกดีขึ้น รวมถึงค่าเงินบาทอ่อนค่าโดยคาดว่าค่าเงินบาทในปีหน้าจะอยู่ที่ 32-32.50 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่คาดการณ์เงินเฟ้อจะอยู่ระดับต่ำที่ร้อยละ 3
ส่วนการบริโภคภายประเทศมีสัญญานการฟื้นตัวขึ้น จากการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาล โดยเฉพาะเม็ดเงินการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่คาดว่าจะเข้าสู่ระบบในปีแรก การท่องเที่ยวในปีหน้า คาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามายังประเทศไทย 27.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.5% คิดเป็นรายได้ 1.29 ล้านล้านบาท แต่สิ่งที่ตัองระมัดระวังคือการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขณะนี้ขาดดุลอยู่ที่ 1% ของจีดีพี ซึ่งหากขาดดุลเกิน 4% ของจีดีพี จะมีผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกันเห็นว่ารัฐบาลควรทยอยยกเลิกโครงการับจำนำข้าว เพราะใช้งบประมาณจำนวนมาก โดยไม่ได้ผลทางเศรษฐกิจมากนัก






