วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ต่างชาติสนลงทุนหุ้นเอ็มไอไอ

โบรกเกอร์ชี้ "นักลงทุนต่างชาติ-สถาบัน" สนลงทุนหุ้นในตลาดเอ็มเอไอมากขึ้น มองมีโอกาสเติบโตสูง เพราะอยู่ในช่วงลงทุนขยายกิจการ ดันพีอีสูง

นายจรูญพันธ์ วัฒนวงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ปีนี้นักลงทุนต่างชาติ และนักลงทุนสถาบันในประเทศ เริ่มสนใจลงทุนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (MAI) มากขึ้น โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติ ที่โทรเข้ามาสอบถามข้อมูล พบว่ามีการสอบถามข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในเอ็มเอไอกว่า 20-30% เพราะมองเห็นโอกาสในการเติบโต

"จากการติดตามข้อมูลตั้งแต่ปี 2555 ผ่านมา เห็นชัดเจนว่า นักลงทุนต่างชาติเข้ามามีบทบาทในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอมากขึ้น เพราะเห็นว่าบริษัทเหล่านี้ยังมีโอกาสในการเติบโตสูง มีการขยายการลงทุนและขยายธุรกิจต่อเนื่อง แม้ช่วงเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติจะขายสุทธิเหมือนกับตลาดหลักทรัพย์ เพราะสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ"

จากการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ และนักลงทุนสถาบันในประเทศที่มากขึ้น ทำให้ปัจจุบันอัตราราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พีอี) ของตลาดเอ็มเอไอ ซื้อขายในระดับที่แพงกว่าพีอีของตลาดหลักทรัพย์ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลของตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ก็จะต่ำกว่าตลาดหลักทรัพย์

ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ มีจำนวนหลักทรัพย์ทั้งหมด 92 บริษัท มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) 1.8 แสนล้านบาท มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 2.4 พันล้านบาทต่อวัน ในช่วง 9 เดือนของปีนี้ มีรายได้รวม 2.87 หมื่นล้านบาท เพิ่มจึ้น 7.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

นอกจากนี้ยัง มีกำไรสุทธิ 1.33 พันล้านบาท ลดลง 26% โดยกำไรที่ลดลงเป็นผลมาจากบริษัทส่วนใหญ่อยู่ในช่วงขยายธุรกิจและขยายการลงทุน ทำให้สินทรัพย์ถูกตัดค่าเสื่อมราคา ส่งผลให้อัตราการทำกำไรขั้นต้นลดลงมาอยู่ในระดับ 20.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน นอกจากนี้การลงทุนที่เพิ่มขึ้นยังทำให้ภาระดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้นด้วย

"แม้อัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับลดลง และภาระดอกเบี้ยจ่ายที่เพิ่มขึ้น แต่ทั้ง 2 ส่วนนี้ไม่ได้อยู่ในภาวะที่น่ากลัว เพราะเป็นผลจากการขยายการลงทุนของกิจการ เห็นได้จากงบดุลในงวด 9 เดือนปีนี้ บริษัทในเอ็มเอไอ มีสินทรัพย์เพิ่มขึ้น 28% สูงกว่าบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นเพียง 7% อย่างไรก็ตาม หนี้สินของบริษัท ในเอ็ม เอ ไอ ก็เพิ่มขึ้นตาม โดยเพิ่มขึ้น 14% ขณะที่บริษัทในตลาดหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น 7%"

สำหรับอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (ดีอี) ของเอ็มเอไอ อยู่ที่ 0.8 เท่า น้อยกว่าบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่อยู่ระดับ 3 เท่า เป็นผลมาจากบริษัทในเอ็มเอไอเพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้นขยายกิจการ ธนาคารพาณิชย์อาจจะยังไม่ปล่อยกู้มากนัก หลักๆจึงยังต้องพึ่งเงินจากการขายหุ้นให้ประชาชนทั่วไปครั้งแรก (ไอพีโอ)อยู่ ทำให้ดีอีอยู่ในระดับที่ไม่สูง ความเสี่ยงทางด้านการเงินจึงอยู่ในระดับต่ำ

ในปี 2557 ต้องติดตามสถานการณ์ทางการเมือง และการลงทุนของภาครัฐ ซึ่งจะส่งผลต่อตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวอื่น คือ การลงทุนภาคเอกชน และการบริโภค โดยการบริโภคนั้นมีแนวโน้มค่อนข้างชะลอตัว ต้องติดตามดูว่าในช่วงไตรมาส 1 ปีหน้าจะมีการฟื้นตัวหรือไม่ โดยหุ้นที่จะต้องระวังในการลงทุนคือ หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว บริโภค ยานยนต์ สื่อและบันเทิง