วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เอกชนผวาม็อบยืดเยื้อ ฉุดเศรษฐกิจปี'57

เอกชนผวาการชุมนุมยืดเยื้อ กดดันเศรษฐกิจปีหน้า ส่งออกทรุด วอนอย่าใช้เศรษฐกิจเป็นตัวประกัน ขอให้หาข้อยุติก่อน ป้องกันเกิดวงจรอุบาทว์

นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย และ นายจิรบูลย์ วิทยสิงห์ เลขาธิการสมาพันธ์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทย ร่วมวิเคราะห์สถานการณ์ส่งออกปีนี้และแนวโน้มปีหน้า หลังเกิดปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง หัวข้อ "ผลกระทบส่งออกไทยภายใต้วิกฤติการเมือง" ในรายการ Business Talk ทาง กรุงเทพธุรกิจทีวี

การชุมนุมทางการเมืองของประชาชน ภายใต้การนำของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค. ที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ เพื่อต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้น ยังไม่อาจหาข้อยุติลงได้ แม้ว่ารัฐบาลจะประกาศยุบสภาไปแล้วก็ตาม ทำให้ภาคเอกชน กังวลว่าสถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นายนพพร ชี้ว่า ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองขณะนี้ แม้จะยังไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกโดยรวม เพราะการสั่งซื้อสินค้าของปีนี้จบไปแล้ว แต่ที่ได้รับผลกระทบคือความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มองว่า หากเหตุการณ์ทางการเมืองของไทยยังไม่จบและยังคงยืดเยื้อต่อไป จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า โดยเฉพาะคำสั่งซื้อหรือการทำสัญญาซื้อขายสินค้า ก็จะทำแค่ระยะสั้นเพียง 1 เดือนเท่านั้น และอยู่ในภาวะ Wait and See " ซึ่งภาคเอกชนเป็นห่วงว่า ลูกค้าอาจไปหาสินค้าหรือตลาดสำรองไว้ แม้ว่าเมื่อเปรียบเทียบคุณภาพและราคาแล้วจะต่ำกว่าสินค้าไทยก็ตาม เพื่อเตรียมเผื่อไว้หากผู้ส่งออกไทยไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้

นอกจากนั้น หากสถานการณ์การชุมนุมยังยืดเยื้อต่อไป ก็เป็นไปได้ที่จะส่งผลกระทบไปถึงการส่งออกช่วงไตรมาส 2 ปีหน้า จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ว่าเศรษฐกิจโลก ยุโรป และ สหรัฐจะฟื้นตัวดีขึ้น ทำให้คาดว่าการส่งออกปีหน้าจะเติบโต 5-7% แต่จากตัวเลขเมื่อเดือนพ.ย. ก็ได้ปรับลดเหลือ 5% และหากปัจจัยการเมืองยังมีปัญหาก็อาจทำให้การส่งออกเติบโตไม่ถึง 5% ซึ่งในแง่ของเอกชนมองว่าปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ปัญหาคอร์รัปชัน หรือการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หากทุกฝ่ายเห็นแก่ประเทศ ก็ควรจะแยกเรื่องของเศรษฐกิจออกจากการเมือง อย่าให้การเมืองมายุ่งเกี่ยวกับเศรษฐกิจ

"หาก 2 ฝ่ายจะต่อสู้กันก็ทำกันไป แต่อย่าให้มีผลต่อการทำธุรกรรมทางการค้า และกระทบต่อการทำงานของหน่วยงานราชการที่ต้องให้บริการแก่ผู้ประกอบการ เช่น การปิดท่าเรือ สนามบินหรือทำระบบคอมพิวเตอร์เสียหาย ไม่สามารถทำธุรกรรมทางภาษีได้จะเกิดความเสียหายแก่ประเทศอย่างมาก หากประเทศไทยจะเป็น Gate Way ของการส่งออกในอาเซียน ระบบคอมพ์ต้องทันสมัยมีประสิทธิภาพ และมีระบบ แบ็คอัพ รองรับด้วย เพื่อให้เป็นที่น่าเชื่อถือ " นายนพพร ระบุ

นายนพพร ยังมองว่า แม้ปีนี้ภาพรวมการส่งออกดูเหมือนว่าจะไม่ขยายตัว แต่เมื่อพิจารณารายสินค้า (Real Sector) จะพบว่า ช่วง 10 เดือนการส่งออกยังขยายตัวถึง 2.2% เทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ที่ติดลบหมด ยกเว้นเวียดนามที่ขยายตัว 11% เนื่องจากฐานปีก่อนต่ำ โดยสินค้ากลุ่มที่ยังมีอนาคตและมีโอกาสขยายตัวในปีหน้า ได้แก่ กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน คาดโต 10% เนื่องจากมีกำลังผลิตเหลือและส่งออก ขณะที่ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โต 3-4% กลุ่มอาหาร แม้ปีนี้จะติดลบ แต่ปีหน้าคาดว่าจะกลับมาเป็นบวกได้

ทั้งนี้ นายนพพร ได้แสดงความเป็นห่วงว่าการเมืองที่มีปัญหาขณะนี้ จะมีผลต่อเศรษฐกิจใน 4 ระดับ ได้แก่ 1.การส่งออกชะลอตัว 2.หน่วยปฏิบัติของราชการหยุดให้บริการ เช่น ท่าเรือ สนามบิน 3.นโยบายภาครัฐมีการเปลี่ยนแปลง มีปัญหาคอร์รัปชัน จะทำให้ขีดความสามารถแข่งขันของผู้ประกอบการต่ำลงและส่งผลต่อการส่งออก และ การไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่มีกฎระเบียบ ในอนาคตจะเป็นอันตรายต่อประเทศ และ 4.ขออย่าใช้ความรุนแรง

" ภาคเอกชนอยากเห็นสถานการณ์คลี่คลาย และการมีส่วนร่วม เอกชนพร้อมเข้ามาช่วยยุติปัญหา ไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งหรือไม่ ก่อนการเลือกตั้งต้องหาข้อยุติเบื้องต้นก่อน ไม่เช่นนั้นจะซ้ำวงจรเดิมๆ อีก ทางออกที่ดีที่สุด คือ การเจรจาที่ 2 ฝ่ายต้องยอมรับเงื่อนไข และแก้ปัญหาได้จริง นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น อย่านำเศรษฐกิจเป็นตัวประกัน ขอให้แสดงสปิริต อย่าทำให้ประเทศเสียหาย" นายนพพร ย้ำ

ด้าน นายจิรบูลย์ บอกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การเมืองน่าจะแยกแยะกันออก ถ้าธุรกิจเป็นอะไรจะส่งผลกระทบกันเป็นลูกโซ่ เพราะสินค้าไทยได้รับการยอมรับอยู่แล้วในฐานะที่ไทยเป็นศูนย์กลางในอาเซียน จากความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ ประเทศไทยเรียกได้ว่า เนื้อหอม เห็นได้จากการจัดงานแฟร์สินค้าไลฟ์สไตล์ ของขวัญของแต่งบ้าน มีต่างประเทศอย่างน้อย 3 ประเทศที่สนใจต้องการเข้ามาเป็นพันธมิตร เพราะเห็นไทยเป็นศูนย์กลาง ที่สำคัญสินค้าไลฟ์สไตล์มีมูลค่าส่งออกปีละกว่า 9 หมื่นล้านบาท และผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอี หากได้รับผลกระทบจะเสียหายมากกว่าผู้ส่งออกรายใหญ่

" ไม่อยากให้การเมืองใช้เศรษฐกิจเป็นตัวประกัน เช่น การท่องเที่ยว ที่ได้รับผลกระทบอยู่ขณะนี้ เพราะช่วงนี้เป็นช่วงสำคัญที่สร้างรายได้แก่ธุรกิจท่องเที่ยว แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้การท่องเที่ยวต่างชาติหายไปหมดแล้ว อยากให้แยกเศรษฐกิจกับการเมือง หากเกิดเรื่องก็ต้องดูว่า ใครเดือดร้อนต้องเยียวยา ปัจจุบันเอกชนก็เยียวยาและปรับตัวกันเอง แต่ถ้าโดนซ้ำๆ อีก ก็ไม่ไหว จริงๆ ไม่อยากให้สถานการณ์ยืดเยื้อ ทางออกที่ดีคือต้องเจรจากัน ที่ผ่านมาเราให้เกียรติกับผู้บริหารประเทศ แต่ก็ต้องหาทางออกให้เราด้วย เพราะทุกครั้งที่เกิดเรื่อง เราต้องเริ่มต้นใหม่ ขณะที่เพื่อนบ้านเขาก้าวไปไหนกันแล้ว" นายจิรบูลย์ ย้ำ