เก็บเกี่ยวความรู้ดูรายการทีวีน้ำดีต่างแดนมาถึงเวลาลงสนาม'ณฐกฤต วรรณภิญโญ' ทายาท'ทีวีธันเดอร์'ผู้ปลุกปั้นครีเอทีส หน้าใหม่คอนเทนต์โปรวายเดอร์
เป็นลูกไม้ใต้ต้นจริงๆ สำหรับผู้บริหารหนุ่ม "จ๊อบ ณฐกฤต วรรณภิญโญ" ผู้อำนวยการฝ่ายผลิต บริษัท ครีเอทิส มีเดีย จำกัด หลังเรียนจบปริญญาโทจากอังกฤษ กลับมาทำงานในไทยหาประสบการณ์ในองค์กรอีเวนท์ยักษ์ใหญ่ อินเด็กซ์ ครีเอทีพ วิลเลจ ดูแลงานโปรดักส์ชั่นร่วมๆ 3 ปี ก่อนกลับฐานทัพขับเคลื่อนธุรกิจครอบครัว ผนึกกำลังกับพี่เขย ปลุกปั้นบริษัทน้องใหม่ “ครีเอทิส มีเดีย” กุมบังเหียนธุรกิจเต็มตัว นี่เป็นบทสนทนาที่หนุ่มจ๊อบเกริ่นให้ฟัง
กลายเป็นจุดเริ่มของการนำความรู้ได้รับจากต่างแดน มาผนวกกับการเห็นโลกกว้างเสพคอนเทนต์น้ำดีที่อังกฤษ จึงนำกลับมาใช้ในองค์กรแห่งนี้ ถือเป็นการขยายส่วนงานของบริษัทแม่ อย่าง ทีวีธันเดอร์อีกด้วยการนำทัพธุรกิจผลิตรายการโทรทัศน์ (คอนเทนต์ โปรวายเดอร์) ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่วงการทีวีกำลังเปลี่ยนผ่านจากอนาล็อกสู่ทีวีดิจิทัล ดูเหมือนจะไม่เป็นอุปสรรคสำหรับน้องใหม่ เพราะเขามองว่า
“นี่เป็นการเริ่มต้นถูกที่ถูกเวลา และคนในวงการรับรู้กันอยู่แล้วว่าจะมีทีวีดิจิทัล” โจทย์ท้าทายที่ทายาทรุ่น 2 จะได้พิสูจน์ฝีไม้ลายมือ
สั่งสมประสบการณ์ผลิตรายการโทรทัศน์ได้ 2 ปีเต็ม เป็นแต้มต่ออยู่บ้างในการปูทางให้บริษัทพร้อมรองรับความต้องการคอนเทนต์เพิ่มขึ้นจาก 6 ช่องเป็น 24 ช่องในระบบดิจิทัล
ยุทธศาสตร์ที่หนุ่มจ๊อบ วางไว้คือมุ่งมั่นผลิตรายการโทรทัศน์ที่มีคุณภาพ และมาตรฐานระดับสากล โดยมรรควิธีที่ใช้นั่นคือการ "ซื้อลิขสิทธิ์" รายการโทรทัศน์ระดับโลกเข้ามาผลิตป้อนผู้ชมชาวไทย นอกจากจะนำคอนเทนต์ดีๆมาตอบโจทย์คนดูแล้ว ยังเป็นทางลัดในการศึกษางานต่างชาติ เพื่อเก็บเกี่ยวองค์ความรู้ (know how) มารังสรรค์รายการโทรทัศน์เอง
หนุ่มจ๊อบ บอกว่า การดึงคอนเทนต์ระดับโลกมาปรับให้สอดคล้องกับผู้ชมชาวไทย จะต้องทำงานยืดหยุ่น "ต้องเป็นน้ำครึ่งแก้วจริงๆ จะบอกว่าคุณเป็นคนที่รู้ดีสุดไม่ได้" เขาย้ำ
นั่นเป็นเพราะสิ่งที่เจ้าของลิขสิทธิ์คิดนั้นเป็นอีกแบบ รสนิยมผู้ชมชาวไทยก็เป็นอีกแบบ จึงต้องจูนให้ลงตัว
"เราจะบอกว่าเรารู้จักผู้ชมคนไทยดีที่สุด โดยไม่ฟังเสียงเจ้าของรายการไม่ได้ อีกอย่างคือพาร์ทเนอร์เข้ามาเกี่ยวข้อง ยิ่งไทยแลนด์แดนซ์นาว ที่มีกรุ๊ปเอ็มเป็นพันธมิตรจึงต้องทำงานร่วมกันหลายส่วน ทำให้ต้องเปิดหูเปิดตาเปิดใจรับฟังความเห็นรอบด้านทั้งคำติชมผู้ชม สปอนเซอร์ เจ้าของช่อง ฯ ต่างจากคอนเทนต์เมืองไทยที่บริษัทกำกับได้เอง" เขาบอก ก่อนจะขยายความว่า
พันธกิจในช่วง 5 ปีแรก คือทำงานในฟอร์แมทจากต่างประเทศ โดยเงินที่จ่ายไปเพื่อซื้อรูปแบบรายการจากต่างประเทศนั้น คือเงินเพื่อการวิจัย เพราะรายการที่ถูกผลิตขึ้นแล้ว ผ่านการลองผิดลองถูกมาประมาณหนึ่ง อะไรดีไม่ดี ก็จะมีโอกาสได้นั่งดูก่อน ศึกษาวิธีคิดรายการ องค์ความรู้จะช่วยวางรากฐานให้ครีเอทิสเติบโตได้อย่างแข็งแรงและมีวิธีคิดแบบสากล อินเตอร์เนชั่นแนล แต่รสนิยมแบบคนไทย "หนุ่มจ๊อบ" บอก
ขณะที่ 3 รายการที่ครีเอทิสผลิตในช่วง 2 ปีมานี้ ได้แก่ Take Me Out Thailand ถูกชะตา ท้าหัวใจ, Dance Your FAT Off เต้น…เปลี่ยนชีวิต และรายการ Thailand Dance Now เต้น...สุดขั้ว ที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์นั้นเขาปลื้มไม่เบาจากยอดเรตติ้ง
ท่ามกลางการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ทุกคนล้วนให้ความสนใจกับสล็อต "เรตติ้ง" ของคู่แข่งข้ามค่ายที่บ่งชี้ความนิยม แต่สำหรับ "จ๊อบ" กลับไม่ใช่ เขาจะคอยให้คะแนนความ "ชอบ" ในรายการของตัวเองเป็นลำดับแรก หากรายการไม่สนุกโดนใจ ก็จะพัฒนาให้ดียิ่งๆขึ้นไปอีก
"เวลาทำงานคนมักจะดูว่าสล็อตข้างๆเรตติ้งเท่าไหร่ แล้วเราเรตติ้งเท่าไหร่ แต่สำหรับผมจะต้องดูว่าชอบรายการตัวเองเท่าไหร่ เพราะเป็นคนสนุกกับอะไรยาก ฉะนั้นเวลาดูรายการจะรู้สึกตลอดว่าไม่สนุก เพื่อพัฒนาไปเรื่อยๆ เหมือนรายการไทยแลนด์แดนซ์นาว มีการปรับเปลี่ยนรายการทุกเอพิโสด (ตอน) และเรตติ้งก็มีดีขึ้นเหมือนกัน เราต้องทำตัวเองให้ดี เมื่อทำตัวเองให้ดีแล้วเรตติ้งยังต่ำอยู่ ค่อยไปดูว่าเอ๊ะ..คู่แข่งเขาสนุก เขาทำอะไร ซึ่งการดูคู่แข่งวิเคราะห์เป็นเรื่องปกติที่ต้องทำ"
เพราะมีศักดิ์เป็นทายาท "ทีวีธันเดอร์" อาจถูกมองว่าใช้สร้างความได้เปรียบในการกอบโกยโอกาสในธุรกิจทีวีหรือเปล่า เรื่องนี้เขาตอบว่า โอกาสที่สำคัญคือการได้อยู่กับบุคลากรที่มีองค์ความรู้ในการผลิตคอนเทนต์เป็นทุนเดิม สามารถเรียนรู้และได้รับประสบการณ์ตรงจากบรรดาทีมงานที่เป็น "ครู" สอนให้รู้องค์ประกอบการทำงานโทรทัศน์ และซึมซับการทำงานในวิชาชีพนี้ซึ่งเป็นงานหนัก
ผลตอบแทนไม่มากนักเมื่อเทียบกับเวลาที่ทุ่มเทมหาศาล
ขณะที่อุปสรรคสำคัญของการอยู่ภายใต้บริษัทแม่ที่ผลิตรายการโทรทัศน์มานับร้อย "มาตรฐาน" คือความกดดันที่ครีเอทิส จะต้องทำให้ได้เพื่อไม่ให้ด้อย
"เป็นทั้งความกดดันและโอกาสสำหรับผม ยิ่งเป็นทายาทต้องพิสูจน์ตัวเองเยอะกว่าคนอื่น (หัวเราะ) แต่คนที่อยู่ในโพสิชั่นแบบผมต้องเจอทุกคน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจไหน ผมว่ามันไม่ง่ายอยู่แล้ว อาจจะคิดว่าเกิดมานับ 0 แต่การนับ 0 ไป 1 ก็ยาก การนับ 1 ไป 2 ก็ไม่ใช่ว่าง่าย มันมีลำดับขั้นและบันไดที่ต้องทำ ซึ่งไม่ง่ายเลย เราก้าวเข้ามาก็ยอมรับว่าไม่ได้จบสายโทรทัศน์ แต่เรามีความรู้ความชอบอยู่"
ก่อนจะพูดติดตลกบอกถึงจุดอ่อนความเป็นหน้าใหม่ คือเรื่อง "กระสุนทุน" ที่กระแสเงินสดยังไม่ "เบิ้ม" เหมือนบริษัทขนาดใหญ่ จึงไม่ง่ายที่จะบริหารด้านนี้
ในอนาคตอันใกล้ ทีวีดิจิทัลจะเห็นเป็นรูปธรรม และคอนเทนต์ในมุมมองของ "หนุ่มจ๊อบ" นั้นจะกว้างมากกว่าแพลตฟอร์มทีวี และเต็มไปด้วย "เนื้อหา" ทั้งด้านบันเทิง ศิลปิน ดารา รายการ เกมส์โชว์ ซิทคอม ภาพยนตร์ เป็นต้น
ทว่า...วันนี้ ทีวีธันเดอร์และครีเอทิส หยิบจับอยู่ 2-3 ภาคส่วนเท่านั้น เขาจึงตั้งโจทย์ใหญ่มุ่งขยายอาณาจักรองค์กรให้เป็น "โฮลดิ้ง คัมปะนี" โดยเป็นคอนเทนต์โปรวายเดอร์ครบเครื่อง
"วันหนึ่งเราควรมีครบทุกด้าน วันนี้ครีเอทิสตั้งบริษัทลูกขึ้นมาอีกบริษัทหนึ่งคือ อีเอ็ม เอ็นเตอร์เทนเมนต์ เพื่อบริหารจัดการศิลปิน เนื่องจากเป็นทรัพยากรหลักในการผลิตคอนเทนต์ แต่ครีเอทิสเป็นบริษัทสตาร์ทอัพหรือเกิดใหม่ เบ่งตัวเองเกินไปจะอันตราย"
ทายาทหนุ่มยังประเมินทิศทางธุรกิจทีวีในภายหน้าว่า การแข่งขันจะสูงและเป็นทะเลแดงเดือด "เรดโอเชี่ยน" การทำงานยากขึ้น งบโฆษณา 6 หมื่นล้านบาท จะถูกแบ่งเค้กอีกมาก
วิธีการฝ่าด่านอรหันต์เขายกให้ "หัวใจของเนื้อหา หรือ Content is King ว่าเป็นปัจจัยหลักให้คนเลือกซื้อ เมื่อบนเชลฟ์(ชั้นวางสินค้า)มีโปรดักต์มากขึ้น หากเป็นอาหารก็ต้องอร่อยที่สุด ถ้าไม่อร่อยก็ไม่มีคนซื้อ เช่นเดียวกับเนื้อหาของรายการโทรทัศน์ต้องสำคัญที่สุด"
หนุ่มจ๊อบทิ้งท้ายว่า หากเขาเดินตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ใน 5 ปี ถัดจากนั้นจะเริ่มผลิตรายการสไตล์คนไทยที่มีวีธีการมาตรฐาน "ระดับอินเตอร์" เพื่อป้อนคนดู
ทั้งหมดเป็นแรงผลักให้ครีเอทิสเป็นคอนเทนต์โปรวายเดอร์ที่ป้อนรายการไทยให้กับต่างประเทศ ปักธงในเวทีแลกเปลี่ยนคอนเทนต์ระดับโลก และท้ายที่สุดความสำเร็จก็จะเกื้อหนุนให้บริษัทแม่อย่างทีวีธันเดอร์ "โต" มากขึ้น ด้วยการมีหลากหลายธุรกิจ ล้วนช่วยเสริมพยุงจนธุรกิจเติบใหญ่


