กรณีเหตุการณ์ลากยาวไปถึงเดือนธ.ค.นักท่องเที่ยวจะหายไป 5 แสนคน
หลังจาก นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร จ.นนทบุรี จ.สมุทรปราการ เฉพาะอ.บางพลี และจ.ปทุมธานี เฉพาะ อ.ลาดหลุมแก้ว เมื่อวันที่ 25 พ.ย.ที่ผ่านมา การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวจะกระทบต่อท่องเที่ยวอย่างไร รายการ Business Talk ทาง"กรุงเทพธุรกิจทีวี" นำเสนอมุมมองจาก พรทิพย์ หิรัญเกตุ รองประธาน ฝ่ายการตลาด สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในหัวข้อ "ม็อบการเมืองขยายวงกระทบท่องเที่ยวไทย"
การประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงในพื้นที่ 4 จังหวัด เมื่อวันที่ 25 พ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อควบคุมการชุมนุมของกลุ่มต่อต้านรัฐบาล ได้ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจในหลายอุตสาหกรรมรวมทั้งท่องเที่ยว ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อสถานการณ์ด้านความปลอดภัย
พรทิพย์ กล่าวว่าในภาคธุรกิจท่องเที่ยวขณะนี้พบว่ามีบริษัททัวร์ต่างประเทศได้สอบถามเข้ามายังหน่วยงานที่ดูแลด้านการท่องเที่ยว ทั้งสภาฯ แอตต้า และททท. ถึงแนวทางการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว ซึ่งขณะนี้มีประเทศต่างๆ ได้ออกคำเตือนการเดินทางมากรุงเทพฯ แล้ว 25 ประเทศ
แม้ว่ากรณีผู้ชุมนุมเข้าไปยึดกระทรวงและสถานที่ราชการต่างๆ ยังไม่มีเหตุความรุนแรง แต่ในสายตาต่างชาติมีความกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าว หลังการประกาศพ.ร.บ.ความมั่นคงและต่างประเทศออกประกาศเตือนการเดินทางมายังพื้นที่กรุงเทพฯ ทำให้เกิดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวทันที
โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวเอเชีย ซึ่งเป็นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อสถานการณ์ชุมนุม และเป็นนักท่องเที่ยวหลักที่เดินทางมาไทยมากที่สุดสัดส่วน 55% ดังนั้นจะเริ่มเห็นผลกระทบการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เป็นอันดับแรก
ผลกระทบที่เกิดขึ้นในตลาดระยะสั้นในช่วงแรกที่มีการชุมนุมและการประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคง ส่งผลให้นักท่องเที่ยวหายไปทันที 1 แสนคน และหากยังยืดเยื้อต่อไป หรือลากยาวไปถึงธ.ค.นี้ อาจสูญเสียนักท่องเที่ยวถึง 5 แสนคน หากพิจารณาจากจำนวนวันพักและค่าใช้จ่ายต่อวันที่ 5,000 บาท หรือเฉลี่ย 2.5 หมื่นบาทต่อคนต่อทริป
หากประเมินกรณีเลวร้ายเหตุการณ์ลากยาวไปเดือนธ.ค. คาดนักท่องเที่ยวจะหายไป 5 แสนคน อุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะสูญเสียรายได้มูลค่า 12,500 ล้านบาท อีกทั้งเสียโอกาสจากนักท่องเที่ยวที่มีการวางแผนล่วงหน้า จะเปลี่ยนจุดหมายการเดินทางมาไทยไปประเทศอื่นๆแทน
ตามเป้าหมายรายได้ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวปีนี้ คาดมีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 26.5 ล้านคน ทำรายได้ 1 ล้านล้านบาท และรายได้ท่องเที่ยวในประเทศอีก 6 แสนล้านบาท รวมเป็น 1.6 ล้านล้านบาท
เที่ยวไทยธ.ค.ซบเซา
ขณะที่ตลาดไทยเที่ยวไทยในช่วงปลายปีจะชะลอตัวเช่นกัน โดยเฉพาะเดือนธ.ค.นี้ ซึ่งจะมีวันหยุดพิเศษวันพ่อ 5 ธ.ค. และวันรัฐธรรมนูญ 10 ธ.ค. เชื่อว่านักท่องเที่ยวไทยยังไม่มีอารมณ์ในการเดินทางมากนัก ขณะนี้เริ่มเห็นยอดจองเดือน ธ.ค. ลดลง โดยอาจต้องรอลุ้นการฟื้นตัวในช่วงปลายปีอีกครั้ง หากการชุมนุมยุติเร็ว
โดยปกติของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวช่วงไฮซีซัน จะอยู่ในเดือน พ.ย.-มี.ค. เนื่องจากยุโรปมีอากาศหนาว และมักจะเดินทางมาไทย สำหรับไฮซีซันตลาดระยะไกล เชื่อว่าจะเดินทางไปจังหวัดท่องเที่ยวอื่นๆ โดยไม่แวะมากรุงเทพฯ
"ที่ผ่านมาประเทศไทยมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติ ยอมรับกับสถานการณ์ดังกล่าวได้ ตราบใดที่ยังไม่มีการประกาศเคอร์ฟิว"
ขณะนี้หน่วยงานต่างๆ ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้ง สภาฯ แอตต้า ททท. ซึ่งหารือผ่านการประชุม Crisis Management ได้ชี้แจ้งสถานการณ์ที่ประเทศไทยต้องประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง ให้ต่างชาติรับรู้ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เช่น การประกาศใช้ในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ เพื่อตอกย้ำเรื่องความปลอดภัยในการเดินทางมายังสนามบินสุวรรณภูมิ เพราะเป็นเรื่องที่ต่างชาติให้ความสำคัญ
กระทบมุมมองต่างชาติ
ปณิธาน กล่าวว่าการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง เป็นการใช้กฎหมายที่รัฐบาลต้องการดูแลและรักษาความสงบเรียบร้อย ในพื้นที่ต่างๆ และใช้มาตรการอย่างเป็นขั้นตอนในการควบคุมฝูงชน เพื่อไม่ทำให้เกิดเหตุการณ์รุนแรง
การกำหนดพื้นที่ พ.ร.บ.ความมั่นคง มักประกาศในพื้นที่ที่ต้องดูแลความปลอดภัยและเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ เช่น สนามบิน สถานีดาวเทียม เป็นต้น
ทั้งนี้ การประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ในแง่ของบรรยากาศคงกระทบต่อธุรกิจและต่างชาติ ที่มองว่าเป็นสถานการณ์ไม่ปกติ ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวระยะสั้นคงเห็นการยกเลิกการเดินทางมาไทยจากความกังวลเรื่องสถานการณ์ ส่วน ระยะกลางและยาวจะต้องประเมินอีกครั้งว่ารัฐบาลมีมาตรการอื่นๆ ออกมาบังคับใช้อีกหรือไม่
ตาม พ.ร.บ.ความมั่นคง จะมีหลายมาตรการในการปฏิบัติ โดยมาตรการร้ายแรงจะประกาศเคอร์ฟิว ซึ่งทุกรัฐบาลไม่ต้องการประกาศใช้ เพราะจะส่งผลกระทบในวงกว้างและหากสถานการณ์ชุมนุมรุนแรง รัฐบาลอาจยกระดับเป็นการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติได้ทุกกรณีเพื่อระงับเหตุ






