วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สศช.ห่วงวิกฤติการเมือง ทุบเศรษฐกิจ

สภาพัฒน์ฯห่วงวิกฤติการเมือง ทำลายบรรยากาศการลงทุน กดดันเศรษฐกิจชะลอตัว-ว่างงานพุ่ง

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานภาวะสังคม ไตรมาสสาม ปี 2556 พบอัตราว่างงานเพิ่มขึ้น เหตุเศรษฐกิจชะลอตัว ระบุความไม่แน่นอนทางการเมืองกระทบบรรยากาศการลงทุน ชี้เด็กจากครอบครัวรายได้ต่ำยังคงเข้าถึงการศึกษาน้อย ขณะที่การแพร่ระบาดไข้เลือดออกพุ่งสูงขึ้น 3 เท่า เผยปัญหายาเสพติดยังคงรุนแรงเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2555

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการ สศช. เปิดเผยถึงบทสรุปรายงานภาวะสังคมไตรมาสสาม ประจำปี 2556 พบว่า การจ้างงานลดลง ร้อยละ 1.2 โดยเป็นการลดลงทั้งภาคเกษตรและภาคนอกเกษตร ขณะที่อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 0.77 ซึ่งมีสาเหตุจากปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลให้เกิดการว่างงานทั้งผู้ที่เคยทำงานมาก่อนและผู้ที่ไม่เคยทำงานมาก่อน ประกอบกับที่จำนวนผู้สมัครงานที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าตำแหน่งงาน รวมทั้งเป็นช่วงการว่างงานตามฤดูกาลช่วงเพาะปลูก

อย่างไรก็ตามแม้ว่าอัตราการว่างงานสูงขึ้น แต่ยังเป็นอัตราการว่างงานที่ต่ำและไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมและเสถียรภาพเศรษฐกิจ ขณะที่ค่าจ้างแรงงานและเงินเดือนภาคเอกชนที่ยังไม่รวมค่าล่วงเวลาและผลประโยชน์ตอบแทนอื่น พบว่าในไตรมาสนี้เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.1 จากช่วงเดียวกันปีก่อน ทว่าราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.7 ทำให้ค่าจ้างแรงงานและเงินเดือนภาคเอกชนแท้จริง เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 9.3 ส่วนผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.5

ทั้งนี้ ประเด็นที่ต้องติดตามและเฝ้าระวังในช่วงต่อไป คือ 1. ภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัวลงและความไม่แน่นอนทางการเมืองที่มีผลต่อบรรยากาศการลงทุน อาจส่งผลให้ผู้ประกอบการชะลอการขยายตำแหน่งงาน 2.การขาดแคลนแรงงานระดับล่างในสาขาก่อสร้าง แม้ในปัจจุบันจะมีการทำข้อตกลงเพื่อนำเข้าแรงงานต่างชาติจากประเทศเพื่อนบ้านมาทำงานประเภทดังกล่าว แต่ในกระบวนการนำเข้าแรงงานต่างด้าวต้องใช้เวลาอย่างต่ำ 2 เดือน

รวมถึงเงื่อนไขการเคลื่อนย้ายแรงงานต่างชาติระหว่างพื้นที่ ที่ต้องจดทะเบียนใหม่และมีค่าใช้จ่าย ทำให้เป็นข้อจำกัดต่อการดำเนินงานของธุรกิจ ซึ่งเป็นข้อจำกัดและทำให้ปัญหาขาดแคลนแรงงานระดับล่างยังมีต่อเนื่องและเป็นปัญหามากขึ้น ซึ่งต้องมีการบริหารจัดการทั้งการวางแผนล่วงหน้าในการนำเข้าแรงงานต่างชาติ และสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีแทนการใช้แรงงาน

สำหรับปัญหาด้านการศึกษาในไตรมาสนี้ยังพบว่า เด็กที่มาจากครอบครัวผู้มีรายได้น้อยยังคงมีโอกาสทางการศึกษาต่ำ โดยเฉพาะโอกาสการศึกษาในระดับสูงกว่าการศึกษาภาคบังคับ จากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนในปี 2553-2555 ชี้ว่าเด็กไทยยังไม่ได้รับการศึกษาภาคบังคับครบทุกคน โดยเด็กที่มาจากครอบครัวผู้มีรายได้น้อยจะมีโอกาสศึกษาในระดับสูงขึ้นไปต่ำลง

ซึ่งเห็นได้จากสัดส่วนเด็กที่มาจากครอบครัวผู้มีรายได้น้อย เข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษาน้อยกว่ากลุ่มครอบครัวที่มีรายได้สูง โดยได้รับการศึกษาระดับอุดมศึกษาเพียงร้อยละ 8.87 ของประชากรวัยเรียน จึงควรพิจารณาให้มีมาตรการสนับสนุนที่จะช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการศึกษาพื้นฐาน โดยการอุดหนุนทางด้านอุปสงค์ต่อการศึกษาในลักษณะเงินโอนในรูปแบบต่างๆ สำหรับเด็กในครอบครัวผู้มีรายได้น้อย และมีความเปราะบางทางสังคม

ขณะที่คุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งรัด เพื่อให้เด็กมีทักษะการดำรงชีพและทักษะวิชาชีพสามารถดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างดี และมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจ

ส่วนปัญหาผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกพบว่ายังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง งและเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าจากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว โดยพบมากในกลุ่มนักเรียนอายุ 10-15 ปี แนวทางการแก้ไขปัญหาที่สำคัญคือ การมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งการควบคุมและป้องกัน ร่วมกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายและแจ้งกรณีมีผู้ป่วย รวมทั้งสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องโรคไข้เลือดออกอย่างถูกต้อง

แม้ว่าในปัจจุบันผู้มีรายได้น้อยจะสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขมากขึ้น และมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพน้อยลง แต่ยังจำเป็นต้องเน้นความสำคัญของการเร่งยกระดับคุณภาพ และพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขของสถานบริการสุขภาพในชุมชนให้ได้มาตรฐาน เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการของผู้มีรายได้น้อยและผู้ที่อาศัยนอกเขตเมืองมากขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่ายจากการเดินทาง

ขณะเดียวกันปัญหาการแพร่ระบาดยาเสพติดพบว่ายังคงความรุนแรง โดยการจับกุมผู้ค้าและผู้เสพที่มีสัดส่วนมากที่สุดของคดีอาญารวม ซึ่งสามารถจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดได้ 120,567 คน เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปี 2555 และจากไตรมาสก่อนหน้านี้ ร้อยละ 21.6 และ 4.6 ตามลำดับ

ทั้งนี้ ต้องเฝ้าระวังการระบาดของยาไอซ์ในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เนื่องจากมีการแบ่งจำหน่ายยาไอซ์ในระดับราคาตามกำลังซื้อ ทำให้สามารถเข้าถึงผู้มีรายได้น้อยหรือปานกลางได้ง่าย ขณะเดียวกันยังมีการขยายตัวของยาเสพติดรูปแบบใหม่ในกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และนักเที่ยวสถานบันเทิง สำหรับการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ต้องเน้นการใช้มาตรการใหม่ๆ เพื่อลดปริมาณผู้กระทำผิดยาเสพติดที่เข้าสู่มาตรการบังคับโทษตามกฎหมาย ซึ่งเกินศักยภาพของระบบที่จะรองรับได้ โดยพิจารณาใช้มาตรการแนวทางยุติธรรมเป็นทางเลือก

นอกจากนี้ยังพบด้วยว่าปัญหาการสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยผู้สูบบุหรี่ที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 22.6 ในปี 2554 ซึ่งแม้ว่าผู้สูบบุหรี่ที่อาศัยอยู่นอกเขตเทศบาลมีจำนวนเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ร้อยละ 0.2 จากปี 2553 แต่ว่าจำนวนผู้สูบบุหรี่กลุ่มผู้มีการศึกษาระดับปริญญาตรีและสูงกว่านั้น เพิ่มขึ้นจาก 3.52 แสนคนในปี 2550 เป็น 4.17 แสนคนในปี 2554

ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการโฆษณาแฝงและการเพิ่มขึ้นของสถานที่จำหน่ายแอลกอฮอล์ โดยพบว่าผู้มีรายได้น้อยในเขตเมืองมีค่าใช้จ่ายในการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ คิดเป็นสัดส่วนต่อค่าใช้จ่ายในการศึกษา 1.6 เท่า