background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

'โสฬส สาครวิศว'ปั้นจีแคปรุกค้าทองรายย่อย

'โสฬส สาครวิศว'ปั้นจีแคปรุกค้าทองรายย่อย

"โสฬส สาครวิศว"ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ อาสาปั้น"จีแคป" รุกตลาดค้าทองรายย่อย

"การเข้ามารับตำแหน่งซีอีโอ ภารกิจที่สำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการคือ การบุกตลาดค้าทองคำรายย่อย จากปัจจุบันมีสัดส่วน 30%จะเพิ่มเป็น 50%ในปีหน้า ส่วนระยะยาวต้องการผลักดันให้เติบโตอย่างโปร่งใสและมั่นคง" โสฬส สาครวิศว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร คนใหม่ของบริษัท จีแคป จำกัดให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ถึงเป้าหมายการเข้ามารับภารกิจในครั้งนี้

เขาบอกว่า การเข้ามารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทจีแคป หรือที่รู้จักกันในฐานะผู้ผลิตและจำหน่ายทองคำยี่ห้อ “Gcap Gold” โดยบริษัทเติบโตจากธุรกิจทองคำ และเครื่องประดับค้าส่งชื่อว่า “ร้านทองจิ้นไถ่เฮง” นั้น ตัวเองได้รับการชักชวนจากกลุ่มผู้บริหารของบริษัทจีแคป ประกอบกับมีประสบการณ์ในด้านการบริหารงาน จากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอี แบงก์) และถ้าย้อนไปเมื่อ 3 ปีก่อน มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วม ก่อตั้ง Gems Bank หรือธนาคารรับฝากอัญมณี ทำให้มีโอกาสได้เรียนรู้สินค้าประเภททองคำมากขึ้น รวมถึงการบริหารในธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ทำให้มีความรู้ในเรื่องการบริหารอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งสามารถนำประสบการณ์ดังกล่าวมาใช้บริหารงานได้

เมื่อเข้ามาบริหารบริษัทอย่างเต็มตัวเมื่อเดือนสิงหาคม นับเวลากว่า 3 เดือน พบว่าสิ่งที่ต้องทำคือ การปรับปรุงนโยบายการบริหารงานด้านตลาด การผลิต และการดูแลพนักงานรวมถึงการทำธุรกิจอย่างตรงไปตรงมา เพื่อความโปร่งใส เพราะธุรกิจค้าทองคำ เป็นธุรกิจที่มีมูลค่าสูง และราคาก็ต้องอ้างอิงกับราคาตลาดโลก ดังนั้นการทำธุรกิจจะต้องมีความชัดเจน

ปัจจุบันบริษัทจีแคป ถือว่าเป็นผู้ประกอบการค้าทองคำอยู่ในอันดับ 4 ของธุรกิจค้าทองแท่งในประเทศไทย และมีความต้องการที่จะเติบโตในรูปแบบองค์กรที่ได้มาตรฐานสากล ทำให้บริษัทต้องปรับจากการบริหารงานโดยครอบครัวสู่มืออาชีพอย่างแท้จริง

โสฬส บอกว่า ภารกิจแรกที่เริ่มต้น คือการหันมาเพิ่มสัดส่วนลูกค้ารีเทลมากขึ้น ซึ่งคณะกรรมการบริษัท ได้วางเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนลูกค้ารีเทลให้มีสัดส่วนเป็น 50%ภายในปีหน้า จากปัจจุบันมีลูกค้ารายย่อย 30% และลูกค้ารายใหญ่ ประเภทค้าส่ง 70%

"เมื่อมีเป้าหมายบุกตลาดรายย่อย ในฐานะผู้บริหารก็มีแนวคิดจะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบวิธีการซื้อขายเป็นระบบออนไลน์เพิ่มขึ้น จากเดิมที่ลูกค้าส่วนใหญ่ใช้การโทรศัพท์สั่งซื้อสินค้าทองคำแท่ง โดยตอนนี้บริษัทมีลูกค้าออนไลน์มีเพียง 10-20% แต่ต้องเพิ่มเป็น 30%ให้ได้ในปี 2557"

แม้ว่ากระแสของปัญหาการซื้อขายในรูปแบบโกลด์ ออนไลน์จะมีให้เห็นกัน จนกระทั่งภาครัฐ ต้องหาหน่วยงานกลางมารับผิดชอบ กรณีเมื่อเกิดความเสียหาย หรือข้อพิพาทระหว่างร้านค้าทองกับลูกค้าแต่ยังไม่มีข้อสรุปในเรื่องดังกล่าว รวมถึงกระทรวงพาณิชย์เปิดแนวคิดให้ร้านค้าทองคำทั่วประเทศต้องขึ้นทะเบียน

โสฬสมองว่าทองคำมีสถานะเป็นสินค้าทั่วไป แต่มีความแตกต่างตรงที่ราคาจะต้องอ้างอิงกับราคาตลาดโลก ซึ่งปัจจุบันราคาทองคำไม่ได้เป็นไปตามความต้องการใช้จริง แต่เกิดจากความต้องการซื้อหรือขาย เมื่อราคาขึ้นลงแรงก็ ย่อมมีผลกระทบกับคนที่เข้าไปเกี่ยวข้อง หรือลงทุน ซึ่งผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้ดี และสิ่งสำคัญผู้ประกอบการก็ต้องมีความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ส่วนกรณีการขึ้นทะเบียนร้านทองทั่วประเทศนั้น เขามองว่าไม่มีความจำเป็น เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะบางกลุ่มเท่านั้น พร้อมกับยืนยันว่า บริษัทจีแคป ไม่เคยมีปัญหา ระหว่างร้านค้าทองกับลูกค้าถึงแม้จะการซื้อขายแบบออนไลน์มานานแล้ว ซึ่งเมื่อเข้ามานั่งบริหารที่จีแคป ก็จะพยายามรักษาความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ในทุกเรื่อง

ซีอีโอบอกว่าในการพัฒนาปรับปรุงกระบวนการผลิต บริษัทมีแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิต และพัฒนารูปแบบสินค้าเพิ่มการดีไซน์มากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าประเภททองรูปพรรณ ให้มีความความทันสมัยและตรงความต้องการของลูกค้ามากขึ้น

ตอนนี้ บริษัทจีแคป มีโรงงานหลอมทองที่ได้ชื่อว่าใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้ ภายใต้ชื่อบริษัท Gold Field Refinery ตั้งอยู่ที่นิคมอัญธานี (บางนา บริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาว่า จะลงทุนซื้อเครื่องจักรเพิ่มเติม โดยคาดว่าจะสรุปเงินใช้ลงทุน ที่จะใช้ได้ภายในสิ้นปีนี้ อย่างไรก็ตาม บริษัทมียอดขายทองคำแท่ง และทองคำรูปพรรณ ปีละประมาณ 1 แสนล้านบาท ซึ่งมีการจำหน่ายทั้งใน และต่างประเทศ โดยการส่งออกแต่ละปีอยู่ที่ 5 หมื่นล้านบาท ตลาดหลักๆ อยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย ขณะที่ธุรกิจค้าทองคำ เป็นธุรกิจที่มีอัตรากำไร ไม่สูงมากเฉลี่ยประมาณ 0.2-0.3%ของยอดขาย

"อีกภารกิจที่สำคัญคือ เป้าหมายของการผลักดันให้บริษัทเติบโตได้ปีละไม่น้อยกว่า 15% นับตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นไป"

โสฬสบอกว่าการเติบโตของบริษัทจีแคป จะเป็นการเติบโตแบบยั่งยืน และค่อยเป็นค่อยไป ไม่หวือหวา ดังนั้น กลุ่มจีแคป จึงเลือกที่จะยังไม่เข้าไปทำธุรกิจการซื้อขายสัญญาล่วงหน้า หรือ ตลาดอนุพันธ์ เนื่องจากมองว่ามีระดับความเสี่ยงสูงเกินไป และลูกค้าของบริษัทก็ยังไม่มีความพร้อมที่จะเข้าไปลงทุนในตลาดล่วงหน้า และเมื่อพิจารณาตลาดอนุพันธ์ในบ้านเราแล้ว ถือว่ามีการแข่งขันสูง เพราะมีผู้ประกอบการจำนวนมากในขนาดตลาดที่ไม่ใหญ่พอ ส่วนอนาคตนั้น คงต้องพิจารณาที่ความพร้อมของลูกค้า

เขากล่าวทิ้งท้ายว่า แนวโน้มราคาทองคำจากนี้ไปเชื่อว่า ราคายังคงผันผวน และราคาคงไม่ได้ลดลงลึกต่ำกว่าราคา 1,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นราคาหน้าเหมืองทองคำ ราคาคงจะสวิงขึ้นลงตามปัจจัยที่มีผลกระทบอาจจะรักษากรอบของราคาที่ 1260-1300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไว้ได้ และเมื่อใดที่ราคาทองคำอ่อนตัวลงมาจนทำให้ราคาทองคำในประเทศลดลงมาอยู่ที่ 17,000 บาทต่อบาททองคำแล้ว เชื่อว่านักลงทุนส่วนใหญ่จะรอรับซื้อไว้อยู่แล้ว