"กิตติรัตน์-เบญจา" แจงประชาชนได้ประโยชน์จากการลดภาษี เผยปรับลดฐานภาษีใหม่ให้สอดรับเออีซี จูงใจนักลงทุนต่างชาติ มั่นใจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 56 รายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน 2556 การจัดรายการช่วงที่สอง เป็นการสัมภาษณ์นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง และนางเบญจา หลุยเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยนายกิตติรัตน์ กล่าวว่า การปรับลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เป็นกรอบใหญ่ที่เป็นนโยบายของรัฐบาลที่จะปรับลดอัตราภาษีลง ก่อนหน้านี้เริ่มดำเนินการมาแล้วในเรื่องลดภาษีนิติบุคคล ในเรื่องของบุคคลธรรมดาก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนดำเนินการ เมื่อการจัดเก็บภาษีนิติบุคคลเป็นไปตามเป้าหมายแล้ว ปรากฎว่าไม่มีความเสี่ยงต่อการว่างงานของคนหรือภาคธุรกิจประสบปัญหา ก็ถึงเวลาที่จะดำเนินการให้แก่บุคคลธรรมดา ซึ่งได้ขอเป็นร่างพ.ร.ฎ.มาแล้วตั้งแต่ต้นปี ครม.พิจารณาให้กฎหมายถูกออกในรูปของพ.ร.ฎ. และมีผลกับเงินได้ในปีนี้ ส่วนการจัดเก็บรายได้ก็ลดลงบ้าง แต่ขอเรียนในหลักการว่า การลดอัตราภาษีลง แต่ฐานภาษีเท่าเดิม รายได้ก็จะลด แต่จะมีฐานภาษีเพิ่ม เพราะเศรษฐกิจโตขึ้น รายได้ของคนเพิ่มขึ้น เมื่อผู้เสียภาษีเสียภาษีลดลง ก็มีรายได้ที่จะนำไปบริโภค ก็จะไปส่งผลต่อการจัดเก็บด้านอื่น เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาคธุรกิจขายสินค้าได้ดีขึ้น ก็จะมีผลต่อการจัดเก็บภาษีนิติบุคคลต่อ
นายกิตติรัตน์ กล่าวอีกว่า เรื่องนี้เป็นแผนงานตามนโยบายหลักในการปรับลดอัตราด้านต่างๆ ที่วิจารณ์กันว่าคนรวยได้ประโยชน์หรือเป็นการกระตุ้นประชานิยมนั้นไม่เป็นความจริง คนที่ได้ประโยชน์คือ ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะได้ประโยชน์ถ้วนทั่ว ส่วนผู้ที่มีเงินได้สุทธิไม่เกิน 1.5 แสนบาทต่อปี หรือเงินเดือนไม่ถึง 2 หมื่นบาทต่อเดือน ก็อาจจะไม่ได้ประโยชน์ไม่เสียประโยชน์อะไร แต่คนที่มีรายได้เกินกว่านั้น มีการปรับขั้นบันได เช่นคนที่มีเงินได้สุทธิเกิน 1.5 แสนบาทแต่ไม่เกิน 3 แสนบาท จากที่เคยเสียภาษีร้อยละ 10 เหลือร้อยละ 5 จะเห็นว่าประหยัดไปถึงร้อยละ 50 ส่วนบันไดขั้นสูงๆขึ้นไปก็ปรับแตกต่างๆไป กลุ่มที่มีรายได้น้อยจะมีอัตราการเสียภาษี ในอัตราประหยัดจะมากกว่า ส่วนที่มีการพูดว่ากลุ่มที่มีรายได้สูงๆจะประหยัดภาษีได้เป็นแสนบาทต่อปี ก็จริง แต่กว่ากลุ่มนั้นจะได้ประหยัดภาษีได้เป็นแสนบาท เขาเสียภาษีในอัตราเป็นล้านบาทต่อปี ยังถือว่าเสียภาษีในอัตราในหลายล้านบาทอยู่
"เราไม่ได้ปรับอัตราภาษีมานานจริงๆ น่าจะ 20 กว่าปีที่เราใช้อัตราที่ว่า เพียงแต่รัฐบาลก็เห็นใจผู้เสียภาษี และอยากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้เสียภาษีหรือผู้มีเงินได้ อดีตใช้เรื่องการหักค่าลดหย่อน ทั้งค่าลดหย่อนส่วนตัว สมาชิกในครอบครัว บุพการี การดูแลผู้สูงอายุ หักค่าลดหย่อยผ่านการออมในประกันชีวิต การหักค่าลดหย่อนเหล่านี้ทำให้ภาระภาษีน้อยลง ประเทศเราก็มีการหักค่าลดหย่อยค่อนข้างมาก แต่ข้อเสีย คือ ทำให้อัตราที่เราใช้ดูเหมือนเป็นอัตราสูง และถูกมองว่าเป็นประเทศที่ไม่น่าลงทุน ไม่น่าเข้ามาทำธุรกิจ เพราะต้องจ่ายค่าตอบแทนให้บุคลากร และบุคลากรก็ต้องไปจ่ายค่าภาษีในอัตราสูง มีคนถามว่าทำไมไม่เลือกเพิ่มหักค่าลดหย่อน ถ้าเพิ่มหักค่าลดหย่อน คนที่อยู่ในฐานภาษีน้อยๆ เช่น ร้อยละ 10 ถ้าไปปรับค่าลดหย่อน ปรับไปได้แค่ร้อยละ 10 แต่คนที่ฐานภาษีสูง ร้อยละ 37 จะได้เยอะ ดังนั้นในการดำเนินการจึงดูเรื่องการปรับเป็นอัตรา ส่วนการดำเนินการไปในภายหน้าก็คงให้ความสำคัญในเรื่องของการปรับอัตรา มากกว่าเรื่องของการปรับค่าลดหย่อน "นายกิตติรัตน์กล่าว
นายกิตติรัตน์ ตอบคำถาม กรณีที่มองว่าการปรับลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อาจมีผลต่อการปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มว่า ไม่มีแน่นอน เดิมคิดว่าการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่ 10% คิดว่าเป็นอัตราที่พอดี แต่เป็นแนวคิดเก่า การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่ระดับ 7%คิดว่าเพียงพอ เพราะการเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจะส่งผ่านไปถึงราคาสินค้า ไม่มีประเทศไหนที่ทำนโยบายทำในเรื่องนี้
ด้านนางเบญจา กล่าวถึงผลต่อการจัดเก็บรายได้จากการปรับลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาว่า มีผลประมาณ 2.7 หมื่นล้านบาท แต่จะกลับมาเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มกว่า 1 หมื่นกว่าล้านบาท และจะมีส่วนของภาษีรายได้นิติบุคคล ภาษีจากการออม และภาษีอื่นๆอีก ส่วนเรื่องการคำนวณเราก็คำนวณเหมือนเดิมหมด เพียงแต่อัตราสุดท้ายเมื่อคำนวณออกมาเป็นเงินได้สุทธิแล้ว อัตราภาษีจะลดลง
"จริงๆเราประกาศมาตรการนี้ไป ผู้จ่ายเงินเดือนบางบริษัทหักตามอัตราใหม่ไปแล้ว แต่หากยังไม่ได้หักตามอัตราใหม่ นับแต่เดือนนี้ไปจะเริ่มปฏิบัติได้เลย เพราะหากหักตามอัตราเก่าก็จะมีภาระเรื่องจ่ายภาษีเงินก็ต้องมาขอคืนภาษี ก็ขอให้หักตามอัตราใหม่ไปเลย ซึ่งในการกรอกรายละเอียดก็ยังเหมือนเดิม เพียงแต่ใช้อัตราใหม่ ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องยุ่งยากอะไร"นางเบญจากล่าว
นางเบญจา กล่าวถึงอัตราภาษีของประเทศไทยโดยเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่มประชาคมอาเซียน ( AEC) ว่า ถ้าเราไม่ปรับครั้งนี้ เราจะเป็นประเทศเดียวที่ภาษีสูง จะส่งผลต่อการแข่งขันหากเปิดประชาคมอาเซียนเมื่อปรับลดอยู่ที่ 35% มีประเทศเดียวที่เท่ากับเราคือเวียดนาม ส่วนที่เหลือต่ำกว่าเราทั้งหมด ซึ่งการปรับแล้วก็จะทำให้บุคคลในวิชาชีพต่างๆเข้ามา เพราะคนที่เข้ามาจะถามถึงอัตราภาษีขั้นสูง ไม่ได้ถามในรายละเอียด และไปมองประเทศที่มีอัตราต่ำกว่า แม้ของเราปรับลงมาแล้ว ของเราก็ยังสูงที่สุดอยู่แต่มีคู่เทียบคือเวียดนาม นอกนั้นยังต่ำกว่าเราหมด ทั้งนี้ เราอาจจะไม่ได้ดูในเรื่องของค่าลดหย่อนแต่มาดูในประเด็นเรื่องอัตราภาษีแทน อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของการหักค่าลดหย่อนต่างๆ ของเรานั้น ถ้าเทียบรวมค่าลดหย่อนแล้ว ของบ้านเราหักค่าลดหย่อนเต็มที่ได้รวมประมาณ 1.5 ล้านบาทประมาณ 10 กว่ารายการ









