ยกระดับผลิตภัณฑ์ไหมไทยให้เป็นผลงานดีไซน์สุดชิคกับโมเดลเชื่อมประสานธุรกิจ ชุมชน และคนดีไซน์ฟื้นชีพสินค้าโอทอปให้ "แจ่มว้าว!" ในสนามการค้า
รองเท้าสุดชิค จากยังดีไซเนอร์ชื่อดัง “บลูม-ศุภกัญญา ตฤปต์วรรธนะ” ประทับแบรนด์ CROON (ครูน) ดึงดูดสายตาขาช้อปที่พบเห็น
ขณะที่เสื้อผ้าสภาพบุรุษสุดเนี้ยบ แบรนด์ 4X4MAN (โฟร์บายโฟร์แมน) ซึ่งมาพร้อมลวดลายแปลกตา และโดดเด่น ผลงานดีไซเนอร์มือเก๋า “ใหม่-พลัฏฐ์ พลาฎิ” ก็สะกดใจเหล่าคนมีสไตล์ได้ไม่ยาก
หากใครจะคิดว่าแฟชั่นเกรด เอ ที่เห็นอยู่ จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต่อยอดมาจาก “สินค้าโอทอป” แถมวัตถุดิบก็คือ “ผ้าไหม” ที่ดูจะห่างไกลการใช้งานของคนวัยนี้เอามากๆ แต่ที่ของพื้นบ้าน กลับกลายร่างมาเก๋และชิคได้ขนาดนี้ เพราะการทำงานร่วมกัน ของภาคธุรกิจ เหล่าพันธมิตร ดีไซเนอร์ และชุมชน ผลผลิตจาก โครงการ พัฒนาชุมชนด้านผลิตภัณฑ์ไหมไทยพื้นบ้าน บ้านหนองหญ้าปล้อง และบ้านหัวฝาย เจ้าของรางวัลโอทอป 5 ดาว แห่งจังหวัดขอนแก่น โดยบริษัทกลุ่มเซ็นทรัล
“การทำซีเอสอาร์ของกลุ่มเซ็นทรัล เน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อให้ชุมชนสามารถขับเคลื่อนตัวเองต่อไปได้ในอนาคต รู้จักการปรับตัวให้สอดคล้องไปกับการเปลี่ยนแปลงของตลาด จนสามารถนำสินค้าของชุมชนไปสู่ตลาดสากลได้”
นี่คือวิสัยทัศน์ของ “สุทธิธรรม จิราธิวัฒน์” ประธานกรรมการบริหาร บริษัทกลุ่มเซ็นทรัล ที่มีต่อการทำกิจกรรมเพื่อสังคมที่มาของการทำโครงการแก้ปัญหาผลิตภัณฑ์ไหมไทยพื้นบ้าน โดยใช้พื้นฐานความเชี่ยวชาญของกลุ่ม ในด้านการสร้างแบรนด์ การตลาด และจัดจำหน่าย มาช่วยเหลือและสนับสนุนชุมชน พร้อมดึงพันธมิตรและผู้เชี่ยวชาญ มาร่วมเติมเต็มในสิ่งที่ขาดหาย อย่าง องค์ความรู้จาก กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มือปั้นดีไซเนอร์รุ่นเยาว์จาก คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร กับเหล่าดีไซเนอร์ชื่อดังของเมืองไทย มาทำงานร่วมกับชุมชน ตลอด 2 ปี ของโครงการ (เริ่มในปี 2555)
โดยเริ่มตั้งแต่ให้เงินทุนเป็นกองทุนหมุนเวียน ชุมชนละ 1 ล้านบาท จากนั้นก็พัฒนา ทักษะการผลิต และช่องทางจัดจำหน่าย เพื่อให้ชุมชนสามารถผลิตวัตถุดิบได้อย่างมีคุณภาพ ตลอดจนปรับปรุงร้านค้า พัฒนาศูนย์การเรียนรู้ชุมชนไหมไทย เตรียมความพร้อมด้านการผลิตที่มีคุณภาพให้กับชุมชน
เข้าสู่โหมดพัฒนาผลิตภัณฑ์ ก็ดึงดีไซเนอร์ฝีมือดีจากแบรนด์ดัง ไปร่วมออกแบบลายผ้ากับชุมชน เพื่อให้ได้ลวดลายที่ “โดนใจ” เหล่าดีไซเนอร์ ก่อนนำไปออกแบบเป็นผลิตภัณฑ์คูลๆ จำหน่ายในท้องตลาดต่อไป ขณะที่กลุ่มเซ็นทรัลเอง ก็ใช้โอกาสเดียวกันในการร่วมมือกับชุมชน มาออกแบบกระเป๋าผ้าไหม ริบบิ้นติดกระเช้าสำหรับใช้ในท็อปส์ซูเปอร์มาร์เก็ต ตลอดจนบรรจุภัณฑ์และป้ายสินค้า ทั้งสนับสนุนงานชุมชนและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าของกลุ่มเซ็นทรัลไปพร้อมกันด้วย
จากนั้นก็มามุ่งสร้างนักออกแบบรุ่นเยาว์ โดยดึงเอานิสิตจากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ไปศึกษาดูงานทั้งสองชุมชน แล้วร่วมกันออกแบบลายผ้าและผลิตภัณฑ์กับชุมชน ก่อนนำมาจัดแสดงในนิทรรศการหลังจบงาน
“โอทอปไม่ได้เลวร้าย แต่มันยังเจ๋งได้กว่านี้”
“บลูม-ศุภกัญญา” ดีไซเนอร์ผู้ก่อตั้งแบรนด์ CROON ที่ทำงานร่วมกับชุมชน บ้านหนองหญ้าปล้อง สะท้อนมุมคิดที่มีต่อผลิตภัณฑ์ชุมชน ซึ่งเธอเชื่อว่ายังมีหนทางทำให้ “ดี” และ “เจ๋ง” ได้กว่านี้ ถ้าเพียงชุมชนได้ทำงานร่วมกับเหล่าดีไซเนอร์
“แม่ๆ เขาเก่งกันอยู่แล้ว เราแค่บอกว่าต้องการสีประมาณนี้ ลวดลายประมาณนี้ เขาก็ทำกันได้ โดยลวดลายที่เลือกใช้จะเห็นว่าเป็นลายคลาสสิค เลือกใช้สีโมโนโทนและเลือกลายที่เล็กลง เพื่อให้คนกล้าใส่และคล้ายกับลายจุดที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ เพราะมันคือการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อทำให้ขายได้จริง ดังนั้นจึงต้องเข้าถึงคนได้ง่าย ไม่ซับซ้อน และสามารถทำซ้ำได้โดยที่คุณภาพต้องได้เท่าเดิม”
เข้าถึงคนได้ง่าย ใส่ง่าย และผลิตได้ไม่ยากเกินไป คือมุมสะท้อนจากดีไซเนอร์ที่ได้ทำงานร่วมกับชุมชน พร้อมๆ กับ การพัฒนาคุณภาพของสินค้า เพื่อให้นำมาใช้ได้นานและ “คุ้มค่า” สำหรับคนซื้อ
“นี่เป็นการกระตุ้นไอเดียของชาวบ้านหนองหญ้าปล้องด้วย ว่าเขาไม่จำเป็นต้องขายผ้าไหมเป็นผืนๆ เสมอไป เพราะถ้าสามารถนำต้นทุนที่มีอยู่ มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สักอย่างขึ้นมา บวกกับการตลาด และดีไซน์ มันก็จะสามารถเพิ่มมูลค่าของสินค้าขึ้นมาได้ ซึ่งข้อดีของชาวหนองหญ้าปล้อง คือ เขาหัวสมัยใหม่ เปิดรับ เปิดใจที่จะเรียนรู้ ขอแค่ให้ออกจากความเคยชิน แล้วมาลองทำสิ่งใหม่ๆ หรือสิ่งที่จะทำให้ใช้ได้จริงให้มากที่สุด ก็จะเป็นประโยชน์กับเขาอย่างมากในอนาคต”
ยังดีไซเนอร์ บอกเราว่า ชุมชน คือ “นักสานฝันดีไซเนอร์” เพราะสามารถเป็นผู้ออกแบบลายผ้าที่ดีไซเนอร์จะไปต่อยอดเป็นผลงานดีไซน์เจ๋งๆ ได้ ขอเพียงกล้าเปลี่ยนแปลง อย่าทำงานตามความเคยชิน เพราะบางครั้งการได้เรียนรู้และลองทำสิ่งใหม่ ก็อาจทำให้โอกาสทางการตลาดเพิ่มขึ้นได้ ขณะที่อาชีพไหมไทย ไม่ได้อยู่ในความสนใจของเด็กรุ่นใหม่อีกแล้ว ถ้าไม่มีการสนับสนุนให้ลูกหลานได้สืบสาน ทักษะเหล่านี้ก็อาจสูญหายไปได้ ดังนั้นลูกหลานที่มีแวว โดยเฉพาะด้านดีไซน์ ก็น่าจะกลับไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ไหมไทยพื้นบ้าน เพื่อให้เป็นที่ต้องการของตลาด และยังสามารถรักษา "มรดกชุมชน" ให้ยั่งยืนต่อไปได้ด้วย
ขณะที่ “ใหม่-พลัฏฐ์ พลาฎิ” ดีไซเนอร์จากแบรนด์ 4X4MAN ที่ทำงานร่วมกับ บ้านหัวฝาย และเห็นความตั้งใจของชุมชน ที่ทุ่มเทจนได้ลายผ้าที่ตรงใจดีไซเนอร์อย่างเขา ทั้งปรับใหม่ และลดทอน เพื่อให้ได้ลวดลายผ้าไหมที่เข้ากับแฟชั่นเสื้อผ้าของ “สภาพบุรุษ” ได้อย่างไม่ขัดเขิน แต่สำหรับลวดลายดั้งเดิมของชุมชน ที่เขามองว่ามีทั้ง “คุณค่า” และ “ความหมาย” ก็ไม่ควรถูกกลืนหายไปจากวิถีชุมชน
“บางสิ่งบางอย่าง ที่ดีอยู่แล้ว ก็ต้องเก็บไว้ แต่ส่วนที่ต้องพัฒนาใหม่ ก็ให้ทำควบคู่กันไปเพื่อโอกาสทางการตลาดของเขา แต่อย่างไรต้องไม่ทิ้งของเดิม อย่าให้สิ่งที่ดีอยู่แล้ว หรือคุณค่าที่มีอยู่มันหายไป มันน่าเสียดายนะ เพราะเขาทำแล้วแฮปปี้ มีความสุข ก็ต้องให้เขาทำไป” ดีไซเนอร์หนุ่มสะท้อนความคิด
“ทองเลิศ สอนจันทร์” ประธานกลุ่ม ทอผ้าบ้านหนองหญ้าปล้อง ที่มีสมาชิกอยู่ประมาณ 50 คน ยังชื่นชมยินดีกับรองเท้าสุดชิค ที่พัฒนามาจากงานผ้าไหมของกลุ่ม และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับชุมชนในวันนี้ และยังพร้อมที่จะพัฒนาตัวเองต่อไป เพื่อให้ผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมของหนองหญ้าปล้อง ยังเป็นที่ต้องการของตลาดในทุกยุค
เช่นเดียวกับ “บุญสิน ราษฎร์เจริญ” ประธานกลุ่ม สตรีสหกรณ์บ้านหัวฝาย ที่ได้เห็นผ้าไหมของทางกลุ่มกลายเป็นเสื้อผ้าสุดหรูแบรนด์ 4X4MAN และย้อนกลับมาเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นของสมาชิกกว่าร้อยคนในวันนี้ ทั้งยังมีออเดอร์เข้ามาต่อเนื่อง โดยทุกวันนี้พวกเขาก็ยังคงปรับตัวเอง ไม่ว่าจะพัฒนาลวดลายใหม่ๆ รูปแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ รวมถึงการฝึกและพัฒนาลูกหลานบ้านหัวฟาย เพื่อให้รักษาภูมิปัญญาผ้าไหมพื้นบ้านนี้ให้อยู่คู่ชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป
“สุดท้ายแล้วเราก็ต้องสู้ด้วยตัวเอง เพราะถ้ายังไม่ช่วยเหลือตัวเอง แล้วใครจะมาช่วยเราได้”
ตัวแทนชุมชนสะท้อนความคิด ซึ่งดูจะเป็นหัวใจของการพัฒนา สอดรับไปกับความคิดของ “ปิยพรรณ จิราธิวัฒน์” ฝ่ายการตลาดขายตรงและภาพลักษณ์องค์กร บริษัทในกลุ่มเซ็นทรัลมาร์เก็ตติ้ง ผู้ขับเคลื่อนโครงการ ที่บอกเราในตอนท้ายว่า..
“โครงการนี้จะช่วยเขาแค่สองปีเท่านั้น แต่หลังจากนั้นเขาต้องทำเอง เขาต้องรู้จักหาปลาด้วยตัวเอง โดยเราจะสอนวิธี และหาอุปกรณ์ไปให้ แต่หลังจากนั้นเขาต้องทำเอง ไม่อย่างนั้นเขาก็จะไม่กระตือรือร้น และยกระดับของตัวเองขึ้นมาได้”
มุมคิดสอนให้หาปลา ที่จะนำมาสู่ความยั่งยืนในการแก้ปัญหา เช่นเดียวกับความสุขเล็กๆ ในโลกของคนทำผ้าไหมที่เกิดขึ้นแล้วในวันนี้…

