วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ฟันธงปีหน้าส่งออกหืดโต5-7%

เอกชนฟันธงปี"57 ส่งออกหืดขึ้นคอ คาดขยายตัว 5-7% เอกชนแนะรัฐลุยค้าชายแดน

นายไพบูลย์ พลสุวรรณา ที่ปรึกษาสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย และนายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งข้าวออกต่างประเทศ ร่วมวิเคราะห์ทิศทางการส่งออกปี 2557 จะเป็นไปมีอัตราการเติบโตหรือไม่ ในรายการ Business Talk หัวข้อ "อนาคตส่งออกไทยปีหน้ารุ่งหรือร่วม?ทางกรุงเทพธุรกิจทีวี

ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวอย่างชัดเจน กลายเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของประเทศไทยอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในตลาดหลัก 3 ตลาดใหญ่อย่างสหรัฐ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ที่กำลังซื้อถดถอยลงอย่างหนัก จนทำให้ภาพรวมการส่งออก 10 เดือนขยายตัวเพียง 0.05%เท่านั้น

นายไพบูลย์ บอกว่า ปีหน้าถ้ารัฐบาลหันมามองภาคเศรษฐกิจและสังคมอย่างจริงจัง ก็มีความหวังว่าการส่งออกปีหน้าจะขยายตัวประมาณ 5-7% ขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพี จะโตราว 3.5%หลังจากที่ผ่านมารัฐบาลมองแต่การเมืองมากกว่าภาคส่วนอื่นๆ นอกจากนั้นรัฐบาลควรรับฟังข้อเสนอแนะของภาคเอกชนบ้าง ซึ่งเบื้องต้นหากต้องการให้การส่งออกปีหน้ายังคงขยายตัวเป็นบวกและภาคธุรกิจอยู่รอดได้ ก็ควรรับฟังข้อเสนอ 4 ประการ ได้แก่ 1. ภาคส่วนทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ หมายถึง เกษตรกร ผู้เลี้ยงปศุสัตว์ เลี้ยงกุ้ง เอสเอ็มอีทั้งหมด และผู้ผลิตอุตสาหกรรม ต้องมีความเข้าใจตรงกันในเรื่องตลาดและความต้องการ เพราะที่ผ่านมาจะไม่ค่อยเข้าใจตลาด ขาดการศึกษาอย่างถ่องแท้ และไม่มองศักยภาพการผลิตที่เหมาะสม

2. การพัฒนาสาธารณูปโภค ที่เชื่อมโยงไปถึงประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งถนน ระบบราง ระบบไอทีอินเทอร์เน็ต และโลจิสติกส์ 3.การทุ่มงบประมาณด้านการพัฒนาวิจัยและวิเคราะห์องค์ความรู้ต่างๆ (อาร์แอนด์ดี) เพื่อให้เป็นประโยชน์ในภาคการผลิตอย่างแท้จริง โดยปัจจุบันประเทศไทยใช้งบประมาณด้านนี้เพียง 0.21%ของจีดีพี เทียบกับสิงคโปร์ 2.5% และเกาหลี3.5%

แนะเจาะตลาดอาเซียนบวกจีน-อินเดีย

นายไพบูลย์ ยังชี้ว่า ในปี 2556 ถือว่าการส่งออกเผชิญภาวะยากลำบากค่อนข้างมาก ดังนั้นปีหน้าก็ควรจะหันไปหาตลาดอาเซียนกับจีน และอินเดียที่เรียกว่า "อาเซ็บ"มากขึ้น น่าจะช่วยชดเชยกับตลาดยุโรปและญี่ปุ่น ที่สูญเสียไปได้ ขณะเดียวกันภาคเอกชนเคยเสนอภาครัฐให้ร่วมกันผลักดันการค้าชายแดนประเทศเพื่อนบ้านที่มีมูลค่า 8 แสนล้านบาท แต่ความเป็นจริงมีมากถึง 2 ล้านล้านบาทหรือมากกว่า 2 เท่า แต่ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ และไม่ผ่านกระบวนการที่ถูกต้อง ส่งผลต่อต้นทุนของผู้ส่งออกสูงขึ้น เนื่องจากไม่สามารถขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ได้แต่ถ้าทำอย่างถูกต้องต้นทุนจะถูกลง 7%เช่นกัน ซึ่งหากสามารถทำให้การค้าชายแดนเหล่านี้ผ่านกระบวนการที่ถูกต้องจะทำให้ขีดความแข่งขันของผู้ส่งออกไทยสู้กับสินค้าต้นทุนต่ำจากจีนและเวียดนามได้ เพราะสินค้าไทยมีคุณภาพดีกว่า

"ทั่วโลกคาดการณ์ว่าจีดีพีโลกปีหน้าจะโต 2.5% น้อยกว่าที่ตั้งเป้าไว้ที่ 4.5% ดังนั้นการค้าในอาเซียนบวกจีนและอินเดีย ที่คิดเป็น 10%ของจีดีพีโลก ทำให้ทั่วโลกทั้งสหรัฐ ยุโรปและญี่ปุ่น พุ่งเป้ามาที่ตลาดอาเซียนรวมจีนและอินเดีย สำหรับไทยก็ขึ้นอยู่กับว่าจะปรับตัวให้เข้าไปกับจีดีพี 10%ในตลาดอาเซียนบวกจีนและอินเดียได้หรือไม่ โดยเฉพาะโอกาสจากการค้าชายแดนที่เหมาะกับไทยที่มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและผู้ค้ารายย่อยจำนวนมาก ซึ่งที่ผ่านมาเป็นสิ่งที่ประเทศไทยมองข้ามาตลอด" นายไพบูลย์ย้ำ

ที่ปรึกษาสภาผู้ส่งสินค้าฯ ยังบอกว่า มาตรการที่ภาครัฐควรดำเนินการคือ หาองค์ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ค้าชายแดนว่าต้องทำในสิ่งที่บันทึกได้ เพราะการขายเงินสดและไม่บันทึกจะเสียสิทธิขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% เพื่อช่วยลดต้นทุน ซึ่งภาครัฐควรเร่งอำนวยความสะดวกในเรื่องที่อุปสรรคจุดนี้ หากไม่ทำให้ไทยจะเสียโอกาสในตลาดเพื่อนบ้านและจะเป็นโอกาสของจีน ให้เข้ามา โดยเฉพาะการปรับปรุงถนนเชื่อมโยงไปประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้สินค้าไทยเข้าไปถึง เช่น เส้นทางผ่านลาวไปเวียดนาม และจีนตอนใต้ รวมถึงอินเดีย

อัดจำนำฉุดส่งออกข้าวไทยขาลง

ด้านนายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งข้าวออกต่างประเทศ บอกว่า การส่งออกข้าวปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 6.7 ล้านตัน มูลค่า 1.3 แสนล้านบาทลดลงจากปีก่อนที่ 6.9 ล้านตัน มูลค่า 1.4 แสนล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากนโยบายจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล ทำให้การส่งออกข้าวลดลงต่อเนื่อง จาก 10 ล้านตันลดเหลือ 6.7 ล้านตันและปีถัดไปก็คงต้องดูการส่งออกของคู่แข่งเช่น เวียดนาม และอินเดีย ปัจจุบันการส่งออกข้าวไทยอยู่อันดับ 3 ในตลาดโลก รองจากเวียดนาม และอินเดีย

ขณะการระบายข้าวแบบจีทูจีของรัฐบาล หากเป็นจริงก็จะช่วยดันยอดส่งออกข้าว แต่ส่วนใหญ่เป็นแค่ตัวเลข ไม่มีการส่งออกจริง เห็นได้ว่ามีเรือสินค้าที่เข้าขนข้าวตามที่ประเทศรัฐบาลบอกหรือไม่ ซึ่งหากภายในสิ้นปีนี้ยังไม่มีการระบาย ปีหน้าก็ต้องดูว่านโยบายแลกเปลี่ยนสินค้าข้าวกับรถไฟฟ้าของจีนจะเกิดไหมเพราะหากดูสต็อกข้าวรัฐบาลขณะนี้ 14-15 ล้านตัน จะทำให้สต็อกรัฐบาลเพิ่มขึ้น อาจทำให้ราคาไม่เปลี่ยนแปลง และเป็นปัจจัยที่ทำให้ข้าวไทยอยู่ในช่วงขาลง ประกอบกับข้าวเป็นสินค้าเน่าเสียง่ายก็จะทำให้ปีหน้าการส่งออกข้าวยังคงลำบาก

ส่วนการค้าชายแดน สำหรับสินค้าข้าวนั้น นายชูเกียรติ มองว่า เป็นเรื่องที่ค่อนข้างลำบาก เพราะนโยบายจำนำข้าว ทำให้ข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านลักลอบเข้ามาหาส่วนต่างราคาในประเทศไทยที่สูงกว่า ด้วยการสวมสิทธิเข้าโครงการจำนำของรัฐบาล เช่น ลาว กัมพูชา และพม่า

"กัมพูชาส่งออกข้าวมาไทยปีละ 2 หมื่นตัน แต่แท้จริงเข้ามาเป็นแสนตัน เพราะข้าวที่เข้ามาหาส่วนต่างราคาจำนำที่ตั้งไว้สูง โดยราคาข้าวกัมพูชาอยู่ที่ตันละ 6 พันบาท รวมค่าใช้จ่ายในการขนส่งอยู่ที่ 1.2 หมื่นตัน แต่เมื่อเข้ามาสวมสิทธิ์จะได้ราคาถึง 1.5 หมื่นบาทต่อตัน เช่นเดียวกับลาว ที่เข้ามาสวมสิทธิ์ข้าวเหนียว หากนำเข้ามาอย่างถูกต้อง สามารถขอคืนภาษีได้ และสามารถนำเข้าสู่ระบบได้ จะเป็นผลดีต่อประเทศ แต่ในทางปฏิบัติมักมีวัตถุประสงค์อื่น " นายชูเกียรติระบุ