รมว.คมนาคมระบุสร้างความเข้าใจโครงการเงินกู้2ล้านล้าน ระบุภาคเหนือต้องพัฒนา แจงรถไฟความเร็วสูง ยังไม่ระบุพื้นที่ก่อสร้าง
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาม ร่วมปฐกถาพิเศษในการจัดเสวนาสร้างอนาคตไทย 2020 ว่า การลงทุนงบประมาณ 2 ล้านล้านบาท ในการพัฒนาระบบโครงการพื้นฐานถือเป็นเรื่องสำคัญที่ประเทศไทยจะต้องมีการพัฒนา โดยการลงทุนดังกล่าวจะครอบคลุมทั้งด้านการพัฒนาปรับปรุงถนน ขนส่งทางน้ำ ด่านศุลกากร ซึ่งการผ่านร่างพรบ.เงินกู้2ล้านล้านบาท นั้น ถือว่ามีความคุ้มทุนสูง เพราะหากไม่ดำเนินการในช่วงนี้ จะทำให้ต้นทุนต่างๆมีการปรับตัวขึ้น ตามเวลาที่เปลี่ยนแปลง ดังนั้นสิ่งที่มีผลต่อการขับเคลื่อนในการพัฒนาระบบโครงการพื้นฐานคือเรื่องของเวลา แม้ว่าในขณะนี้ได้มีการผ่านร่างพรบ.เงินกู้2ล้านล้านบาทไปแล้วหนึ่งขั้นตอน
ทั้งนี้จากการประเมินเรื่องของวงเงินกู้ 2ล้านล้านบาท นั้นได้แบ่งการพัฒนาเป็นระบบราง 1,647,341 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 82.37 ทางถนน 289,482 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 14.47 ล้านบาท ทางน้ำ 29,581 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ1.48 การพัฒนาด่านศุลกากร 12,545 ล้านบาทคิดเป็นร้อยละ0.63 และเงินสำรอง 21,051 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 1.05 ซึ่งน้อยกว่าเงินที่จะต้องมีการลงทุนรวมทั้งสิ้น 4,245 ล้านบาท โดยจะต้องมีการดำเนินการภายใต้กฎหมาย และยืนยันการทำงานทุกกระบวนการเป็นไปด้วยความโปร่งใส
นายชัชชาติ กล่าวว่า ในส่วนของภาคเหนือ ถือเป็นศูนย์ North-South Economic Corridor ซึ่งสามารถเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยว การคมนาคมขนส่ง ด้านการแพทย์ การศึกษา ลองสเตย์ หัตถกรรม และปัจจุบัน GPPเชียงใหม่ 130,000 ล้านบาท มีรายได้การท่องเที่ยวกว่า 43,000 ล้านบาท และด้วยศักยภาพดังกล่าว ทางรัฐบาลได้มีการกำหนดการพัฒนาพื้นที่ภาคเหนือตอนบน เพื่อรองรับการขยายตัวด้านเศรษฐกิจ ไว้หลายโครงการ ทั้งโครงการรถไฟความเร็วสูง สายกรุงเทพ - เชียงใหม่ ระยะทาง 745 กิโลเมตร โครงการก่อสร้างสถานีขนส่งสินค้า จังหวัดเชียงราย ตาก เชียงใหม่ พิษณุโลก นครสวรรค์ เริ่มดำเนินการในปี 2559 เส้นทางรถไฟรางคู่สายเด่นชัย -เชียงของ เริ่มดำเนินการ2557 เส้นทางปากน้ำโพ -เด่นชัย (เริ่มดำเนินการ2559) โครงการข่ายถนนเป็น 4 ช่องทางการจราจร ในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ แพร่ น่าน สุโขทัย เชียงราย กำแพงเพชร เชียงใหม่ ตาก รวม 10 โครงการ ระยะทางรวม 579 กิโลเมตร (2557 -2559พัฒนาโครงการข่ายทางหลวงเชื่อมโยงระหว่างประเทศเป็น 4 ช่องจราจร ในจังหวัดพะเยา เชียงราย ตาก รวม 4โครงการ ระยะทางรวม 128.4 กิโลเมตร (2557 -2561)บูรณะถนนสายหลักระหว่างภูมิภาค ในจังหวัดลำปาง เชียงราย พะเยา นครสวรรค์ ตาก กำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก อุตรดิตถ์ รวม 24โครงการ ซึ่งจะแล้วเสร็จภายใน1ปีแม้ว่าการดำเนินโครงการดังกล่าวยังไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากจะต้องมีการทำประชาพิจารณ์ประชาชนในพื้นที่ และดำเนินการออกแบบ ศึกษาผลกระทบด้านต่าง แต่เชื่อว่าหากทุกกระบวนการสามารถผ่านได้หมดก็จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่ และสามารถลดสันส่วนการใช้พลังงานของประเทศลงได้
นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า หากทางรัฐบาลสามารถผลักดันโครงการได้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนการขนส่งจากทางถนนสู่ระบบรางได้ และยังเชื่อมต่อประเทศเพื่อนบ้านในระเบียงเศรษฐกิจ สามารถพัฒนาประตูการค้า พัฒนาโครงข่ายขนส่งภายในประเทศ ทั้งรถไฟ ถนน มอเตอร์เวย์ ลำน้ำ และระบบขนส่งมวลชนราง ทั้งนี้ทางรัฐบาลได้มีการตั้งความหวังว่าการลงทุนดังกล่าวจะสามารถช่วยลดต้นุทนโลจิสติกส์ต่อ GDP ลดลงจากปัจจุบันไม่น้อยกว่า 2% สัดส่วนผู้เดินทางระหว่างจังหวัดโดยรถยนตืส่วนบุคคลลดลงจาก จาก59% ความเร็วเฉลี่ยของรถไฟขนส่งสินค้า เพิ่มขึ้นจาก 39กิโลเมตร /ชม. เป็น60 กม./ชม และขบวนรถโดยสารเพิ่มขึ้น 60 กิโลเมตร/ชม.เป็น100 กิโลเมตร /ชม สัดส่วนการขนส่งสินค้าทางรางเพิ่มขึ้นจาก2.5% เป็น5% สัดส่วนการขนส่งสินค้าน้ำเพิ่มขึ้นจาก12% เป็น18% ลดความสูญเสียจากน้ำมันเชื้อเพลิงไม่น้อยกว่า 100,000ล้านบาท ปริมาณการขนส่งสินค้าผ่านเข้า-ออก ด่านชายแดนเพิ่มขึ้น 5% ปริมาณผู้โดยสารทางรถไฟเพิ่มขึ้น45ล้านคนเที่ยว/ปี และลดระยะเวลาในการเดินทางจากกรุงเทพ ไปยังภูมิภาคได้ ส่วนเรื่องที่หลายฝ่ายมีความสงสัยว่า พื้นที่ที่จะมีการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ นั้น ในขณะนี้ทางรัฐบาลยังไม่ได้กำหนด เนื่องจากต้องมีการศึกษา เพื่อหาพื้นที่ที่เหมาะสม เพื่อรองรับการเป็นเมืองใหม่






