ต่างชาติเทขายหนักหุ้น-พันธบัตรกว่า 5 หมื่นล้าน ช่วงวิกฤติการเมือง 'นิรโทษกรรม' เฟดคงคิวอีไม่ส่งผลให้นักลงทุนกลับเข้าตลาด การเมืองเสี่ยงสุด
นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายหุ้นและพันธบัตร นับตั้งแต่เกิดการชุมนุมทางการเมืองหลังจากสภาผู้แทนราษฎรผ่านร่างกฎหมายนิรโทษกรรมในช่วงเช้ามืดวันที่ 1 พ.ย. แม้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังมีท่าทีจะคงมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) แต่นักลงทุนต่างชาติยังขายหุ้นและพันธบัตรต่อเนื่อง
วานนี้ ดัชนีเอ็มเอสซีไอ (MSCI) สำหรับตลาดหุ้นเอเชีย-แปซิฟิก ไม่รวมญี่ปุ่น พุ่งขึ้น 1.14% จากระดับต่ำสุดในรอบ 6 สัปดาห์ ขณะที่สกุลเงินของตลาดเกิดใหม่ปรับตัวแข็งค่าขึ้น จากกรณี นางเจเน็ต เยลเลน ว่าที่ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แถลงว่าเศรษฐกิจสหรัฐอาจต้องอาศัยแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นต่อไปนานกว่าที่ตลาดคาดไว้
ตั้งแต่วันที่ 1-11 พ.ย. เป็นต้นมา นักลงทุนต่างชาติขายพันธบัตร สุทธิ 26,000 ล้านบาท แต่ยังมียอดถือครองสุทธิ 760,000 ล้านบาท จากเดือนต.ค. ที่มียอดถือครองสุทธิราว 786,000 ล้านบาท
วานนี้ นักลงทุนต่างชาติยังขายสุทธิพันธบัตร 3,065 ล้านบาท รวมแล้วประมาณ 30,000 ล้านบาทตั้งแต่วิกฤติการเมือง
ส่วนในตลาดหุ้น นักลงทุนต่างชาติเทขายตั้งแต่วันที่ 1-14 พ.ย. รวมทั้งสิ้น 20,226.96 ล้านบาท โดยวานนี้ยังขายสุทธิ 1,527.11 ล้านบาท รวมตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 125,478.63 ล้านบาท
ด้านตลาดเงิน ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ ยังขาดปัจจัยหนุน หลังจากแข็งค่าในช่วงเปิดตลาดจากสัญญาณเฟดคงคิวอี แต่แรงเทขายของนักลงทุนต่างชาติในหุ้นและพันธบัตร สร้างแรงกดดันค่าเงินบาทอ่อนค่าลง
ช่วงท้ายตลาด ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ อยู่ที่ 31.57/59 อ่อนจาก 31.46/51 ในช่วงเช้า ขณะที่ในตลาดต่างประเทศ (offshore) อยู่ที่ 31.57/59 จาก 31.45/49 ในช่วงเช้า
นักวิเคราะห์ กล่าวว่า การเมืองเป็นแรงกดดันให้นักลงทุนต่างชาติพากันเทขายสินทรัพย์เสี่ยงของไทย แม้ว่าพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยยังแข็งแกร่ง แต่สถานการณ์การเมืองไม่สามารถคาดเดาได้ ดังนั้น จึงเริ่มเทขายตั้งแต่เริ่มมีการชุมนุม
"คาดว่าสถานการณ์ยืดเยื้อต่อไป และจะเป็นแรงกดดันตลาดต่อเนื่อง อีกทั้งความไม่แน่นอนจากมาตรการคิวอีด้วย"
ต้นเดือนพ.ย.เงินไหลออกบอนด์2.6หมื่นล้าน
นายสุชาติ ธนฐิติพันธ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนาตลาดตราสารหนี้ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า ในช่วงเดือนพ.ย. (1-11 พ.ย. 2556) ที่ผ่านมา มีเงินทุนไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ 26,000 ล้านบาท เป็นการขายตราสารหนี้ระยะสั้น 29,000 ล้านบาท และเป็นตราสารหนี้ที่ครบอายุ 1,000 ล้านบาท ในขณะที่มีการซื้อสุทธิเข้ามาในตราสารหนี้ระยะยาว 4,000 ล้านบาท
"เงินที่ไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นการขายในตราสารหนี้ระยะสั้น ซึ่งเป็นผลมาจากความกังวลในเรื่องของการชะลอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) เป็นหลัก"
จากตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐที่ออกมาค่อนข้างดีทำให้ตลาดกังวลว่าอาจจะมีการลดมาตรการคิวอีเร็วขึ้น ซึ่งมุมมองของตลาดในปัจจุบันประมาณ 70% มองว่าจะมีการทยอยลดในเดือนมี.ค. 2557 เป็นต้นไปและจะไปหมดลงในช่วงปลายปี 2558 ปัจจัยดังกล่าวจึงส่งผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายโดยเฉพาะที่เป็นเงินทุนระยะสั้นของนักลงทุนต่างชาติในช่วงนี้เป็นหลัก
"เงินทุนไหลออกและแรงขายที่เกิดขึ้นในตราสารหนี้ระยะสั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับปัจจัยการเมืองในประเทศไทย แต่เป็นปัจจัยในเรื่องมาตรการคิวอีเป็นหลัก ซึ่งตอนนี้มองว่าอาจจะมาเร็วกว่าที่คาด อย่างไรก็ตามบางมุมมองก็เห็นว่าการชะลอมาตรการคิวอีอาจจะไม่ได้เร็วอย่างที่ตลาดมองก็ได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นเงินทุนระยะสั้นก็ยังอาจจะไหลกลับเข้ามาในตลาดตราสารหนี้ไทยในช่วงที่เหลือของปีได้เช่นกัน ดังนั้นประเด็นในเรื่องของมาตรการคิวอี ยังเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายของต่างชาติในช่วงนี้"
นายสุชาติ ยังกล่าวอีกว่า ในช่วงเดือนพ.ย. 2556 เห็นแรงซื้อตราสารหนี้ระยะยาวเข้ามาประมาณ 4,000 ล้านบาท ถือเป็นสัญญาณที่ดีสะท้อนว่านักลงทุนต่างชาติยังมั่นใจต่อเศรษฐกิจของไทยในระยะยาวจึงเข้ามาลงทุน ในขณะที่เดือนที่แล้วทั้งเดือนซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาวไปเพียง 12,000 ล้านบาท แต่เดือนพ.ย. ประมาณ 11 วัน ซื้อมาแล้วกว่า 4,000 ล้านบาท ถือเป็นสัญญาณที่ดี และถึงจะมีการชะลอมาตรการคิวอีเกิดขึ้นก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อเงินลงทุนระยะยาวเหล่านี้ซึ่งเป็นเงินลงทุนจริงของกลุ่มนักลงทุนสถาบันและกองทุนบำนาญที่เน้นลงทุนระยะยาวเพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่ดีเป็นสำคัญ
"เงินทุนระยะสั้นที่เข้ามารอบหลังนี้ก็จะไม่มากเหมือนในช่วงต้นปี 2556 ที่ผ่านมา เพราะส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากการชะลอมาตรการคิวอีในช่วงกลางปีที่ผ่านมาไปแล้ว จึงไม่น่ากังวล"
ต่างชาติยังลงทุนบอนด์ระยะยาว
ทั้งนี้ นับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ณ 11 พ.ย.56) มีเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาในตลาดตราสารหนี้สุทธิประมาณ 51,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการซื้อตราสารหนี้ระยะสั้น 291,000 ล้านบาท และซื้อตราสารหนี้ระยะยาว 136,000 ล้านบาท ในขณะที่มีตราสารหนี้ที่ครบอายุไป 376,000 ล้านบาท ทำให้ล่าสุดนักลงทุนต่างชาติมียอดถือครองตราสารหนี้สุทธิ 760,000 ล้านบาท เป็นตราสารหนี้ระยะสั้นประมาณ 20% และตราสารหนี้ระยะยาวประมาณ 80%
"โดยสมาคมตลาดตราสารหนี้ยังมองอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (R/P 1 วัน) ยังทรงตัวในระดับนี้จนถึงสิ้นปีและแนวโน้มในปีหน้าอัตราผลตอบแทนของดัชนีตลาดตราสารหนี้น่าจะนิ่งกว่าในปีนี้ ที่มีปัจจัยเรื่องมาตรการคิวอีเข้ามากระทบจนทำให้มีเงินทุนไหลออกส่งผลให้อัตราผลตอบแทนปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 0.40% ตลอดทุกช่วงอายุ แต่ในปีหน้าอัตราผลตอบแทนน่าจะนิ่งขึ้นกว่าในปีนี้ด้วย"
"เยลเลน"หนุนเฟดกระตุ้นศก.
ตลาดคาด เฟดคงคิวอีหนุนเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัว หลังผู้ได้รับการเสนอชื่อประธานเฟดคนใหม่ ระบุอัตราว่างงานของสหรัฐยังอยู่ในระดับสูงเกินไป เชื่อแนวนโยบายในปัจจุบันเป็นหนทางดีที่สุดในการส่งเสริมการฟื้นตัว
นางเจเน็ต เยลเลน รองประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้การต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภา ด้วยการระบุว่าเฟดยังมีงานที่ต้องทำเพิ่มเติมในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐและตลาดแรงงานที่ยังอยู่ในภาวะอ่อนแอเกินไป โดยนางเยลเลนเป็นผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อจากประธานาธิบดีบารัก โอบามา ให้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานเฟดต่อจากนายเบน เบอร์นันเก้ ต้นปีหน้า
นางเยลเลน เชื่อว่า การสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในขณะนี้ ถือเป็นหนทางที่แน่นอนที่สุดในการทำให้นโยบายการเงินกลับเข้าสู่ภาวะปกติ พร้อมระบุว่าเศรษฐกิจและตลาดแรงงานปรับตัวต่ำกว่าระดับศักยภาพเป็นอย่างมาก ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ
"อัตราเงินเฟ้ออยู่ต่ำกว่าระดับเป้าหมายที่เฟดตั้งไว้ที่ 2% ในช่วงที่ผ่านมา และคาดว่าจะเป็นเช่นนี้ไปอีกสักระยะหนึ่ง" รองประธานเฟด กล่าว
คำแถลงของนางเยลเลนสนับสนุนการคาดการณ์ในตลาดการเงินที่ว่าเฟดจะยังคงดำเนินมาตรการผ่อนคลายทางการเงินต่อไปเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจสหรัฐ โดยตลาดการเงินมองว่านางเยลเลนเป็นสมาชิกเฟดสายพิราบ ซึ่งมีความกังวลต่ออัตราการว่างงานที่ระดับสูงมากกว่าวิตกกับภาวะเงินเฟ้อ
การให้การของนางเยลเลน ถือเป็นการแสดงความเห็นต่อสาธารณชนครั้งแรกเกี่ยวกับนโยบายเฟดตั้งแต่วันที่ 2 มิ.ย. ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่านางเยลเลนจะยังไม่ส่งสัญญาณบ่งชี้ล่วงหน้าใดๆ ก่อนการประชุมเฟดวันที่ 17-18 ธ.ค. อย่างไรก็ดี การที่นางเยลเลนย้ำถึงความจำเป็นในการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยสนับสนุนการคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะยังไม่ปรับลดขนาดคิวอีจนกว่าจะถึงปีหน้า
คาดโอกาสน้อยลดคิวอี
นางดานา ซาพอร์ทา นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารเครดิต สวิส กล่าวว่า การคาดการณ์ดังกล่าวทำให้มีความเป็นไปได้น้อยลงที่เฟดจะปรับลดขนาดคิวอีเดือนหน้า อย่างไรก็ดี มีความเป็นไปได้ที่เฟดอาจปรับลดวงเงินคิวอีลงเล็กน้อยในเดือนม.ค. 2557 หากได้รับการสนับสนุนจากตัวเลขเศรษฐกิจ
คณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภา ต้องกลั่นกรองคุณสมบัติของนางเยลเลน ก่อนส่งเรื่องต่อไปยังวุฒิสภาทั้งคณะเพื่อพิจารณาในขั้นสุดท้าย โดยกำหนดเวลาในการลงคะแนนเสียงรับรองนางเยลเลนยังไม่เป็นที่แน่นอน ขณะที่ตลาดมั่นใจว่าวุฒิสภาจะลงมติให้การสนับสนุนนางเยลเลนด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น ซึ่งจะส่งผลให้นางเยลเลนกลายเป็นสตรีคนแรกที่ได้ดำรงตำแหน่งประธานเฟด
เผยหุ้นขึ้นไม่เกี่ยวคิวอี
หน่วยวิจัยเศรษฐศาสตร์ของบริษัทแมคคินซีย์ แอนด์ คอมปานี เผยรายงานที่ระบุว่า ไม่มีหลักฐานว่าการเข้าซื้อพันธบัตรปริมาณมหาศาลของเฟด ทำให้ราคาหุ้นสหรัฐสูงขึ้น ในทางกลับกัน ผลกระทบใหญ่สุดจากการทำคิวอีของธนาคารกลางชาติยักษ์ใหญ่ในโลก คือ ทำให้รัฐบาลประหยัดต้นทุน
รายงานระบุว่าตั้งแต่ปี 2550 โครงการเข้าซื้อพันธบัตรของสหรัฐ อังกฤษ และ ยูโรโซนช่วยลดต้นทุนของรัฐบาลเหล่านี้รวม 1.6 ล้านล้านดอลลาร์
ข้อค้นพบดังกล่าวจะสร้างความประหลาดใจให้นักลงทุนหลายคน ที่คิดว่าราคาหุ้นที่สูงขึ้นทั้งในสหรัฐและที่อื่นๆ ตั้งแต่วิกฤติการเงินปี 2550-2552 อย่างน้อยน่าจะเป็นผลจากนโยบายผ่อนคลายทางการเงินของธนาคารกลาง
เมื่อพิจารณาโดยรวม การที่ธนาคารกลางรายใหญ่ๆ ของโลกพยายามดึงอัตราดอกเบี้ยระยะยาวให้ลดลง ขณะเดียวกันก็คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ในระดับต่ำ ช่วยให้ธนาคารกลางเหล่านี้เพิ่มบัญชีงบดุลของตนได้ถึง 4.7 ล้านล้านดอลลาร์
ทั้งนี้ ราคาหุ้นที่สูงขึ้นมักทำให้ครัวเรือนเพิ่มการใช้จ่าย แต่นักวิจัยของแมคคินซีย์พบว่าการผ่อนคลายเชิงปริมาณ ดูเหมือนไม่ได้ส่งผลกระทบเช่นนั้น และเมื่อถึงเวลาที่ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ต้องเริ่มลดคิวอี ความเสี่ยงจะอยู่ในรูปของต้นทุนที่สูงขึ้นเมื่อประเทศต่างๆ ต้องขึ้นดอกเบี้ย และความเป็นไปได้ที่จะต้องลดการใช้จ่าย
จีดีพีญี่ปุ่นไตรมาส 3 วูบ
ญี่ปุ่น รายงานว่า เศรษฐกิจไตรมาส 3 ขยายตัว 0.5% นับว่าชะลอตัวลงจากระดับ 0.9% ในไตรมาส 2 ขณะที่เมื่อเทียบเป็นรายปีแล้วการเติบโตในไตรมาส 3 ลดลงเหลือ 1.9% จาก 3.8% ในไตรมาส 2
เศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ซบเซามานาน เริ่มนำหน้าประเทศสมาชิกจี7 อื่นๆ หลังนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ เร่งใช้นโยบายที่เรียกว่า "อาเบะโนมิกส์" แต่นักวิเคราะห์เตือนว่า อาเบะโนมิกส์ซึ่งประกอบด้วยมาตรการผสมทั้งการใช้จ่ายของรัฐบาล และมาตรการผ่อนคลายทางการเงินของธนาคารกลาง ยังไม่เพียงพอขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หากปราศจากการปฏิรูปเศรษฐกิจ ซึ่งยังไม่เกิดขึ้นจนถึงขณะนี้






