ไม่ใช่เรื่องง่ายที่คนทำงานภาคสังคมจะยั่งยืนได้ในยุคที่แหล่งทุนจากทั่วโลกแผ่วแรงลงไปตามสภาวะเศรษฐกิจถึงเวลายกระดับตัวเองสู่วิถี "สุดยอด NGO"
พลังขององค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ในประเทศไทย ที่ทำงานเพื่อบรรเทาปัญหาสังคม ทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข สวัสดิภาพทางสังคม และสิ่งแวดล้อม ไม่ควรอ่อนแรงลง เพียงเพราะการขาดหายไปของแหล่งทุนในยุคนี้
ในงาน “Thailand NGO Awards 2013" ซึ่งจัดโดย มูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ , เดอะ รีซอร์ส อัลลิอันซ์ และสถาบันคีนันแห่งเอเซีย ยังมีต้นแบบองค์กรพัฒนาเอกชนไทย ที่โดดเด่นทั้งด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้ มีธรรมาภิบาลทั้งการดำเนินงานและหาแหล่งทุน จนเป็น 1 ใน 14 เอ็นจีโอน้ำดี เรียงคิวเข้ารับรางวัลองค์กรพัฒนาเอกชนยอดเยี่ยมแห่งประเทศไทยในปีนี้
“พีธานันต์ ปัญญาวรานันท์” ผู้บริหารโครงการและที่ปรึกษาอาวุโส สถาบันคีนันแห่งเอเซีย บอกเราว่า เอ็นจีโอที่จะขึ้นแท่น “สุดยอด” ได้ ต้องแข็งแกร่งทั้งด้านการจัดการที่ดีและมีการดำเนินงานแบบหวังผล นั่นคือ เน้น “ผลสัมฤทธิ์” ของงาน และวัดผลสัมฤทธิ์จากงานที่ทำได้
ขณะเดียวกันก็ต้องมี “พันธมิตร” ไม่ใช่ทำแบบ "ฉายเดี่ยว" เป็นพระเอกคนเดียว แต่ต้องทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ด้วย
“เป็นเอ็นจีโอไม่ได้อยู่คนเดียว คุณต้องทำงานร่วมกับคนอื่นได้ มีภาคีที่หลากหลาย สามารถสร้างเครือข่ายภาคีในระดับต่างๆ ได้ด้วย เพราะนั่นจะแสดงถึง ความยั่งยืน แต่ถ้าเราอยู่ตัวคนเดียว แบบเล็กๆ ไม่นานเดี๋ยวก็ล้ม” เธอสะท้อนความคิด
เวลาเดียวกับการทำงานแบบไม่โดดเดี่ยว คือ ต้องขยายผลของงานออกไปในวงกว้าง นั่นคือการ “มอบอำนาจสู่ชุมชน” เพื่อให้ชุมชนสามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง เรียกว่าแม้วันที่มี เอ็นจีโอ หรือไม่มีเอ็นจีโอ แต่ชุมชนก็ต้องอยู่ด้วยตัวเองให้ได้
“อย่างมูลนิธิเด็กอ่อนในสลัมฯ ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ เขามีความก้าวหน้าในการทำงานมาก คือไม่ได้เน้นกระบวนการทำงานทั้งหมดให้อยู่ภายใต้องค์กรเท่านั้น แต่มอบอำนาจไปให้กับชุมชนด้วย เช่น การทำศูนย์บริการในชุมชน (Day Care Center) นี่สะท้อนชัดเจนว่า เอ็นจีโอ ต้องไม่รวบอำนาจไว้กับตัวเอง แต่ให้โอกาสชุมชนได้ช่วยเหลือตัวเอง และยืนบนขาของตัวเองด้วย เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้น โดยที่จะมีมือของเอ็นจีโอหรือไม่มีก็ตาม แต่เขาก็ต้องอยู่กันได้”
เช่นเดียวกับ โครงการฟื้นฟูผู้พิการชุมชน มูลนิธิธิดาเมตตาธรรม สาขาเลย ที่คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่งระดับประเทศกลุ่มองค์กรขนาดกลาง ที่สามารถทำให้เรื่องของผู้พิการกลายเป็นประเด็นซึ่งองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นมองเห็นและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในเวลาต่อมา
“เขาสามารถดึงเรื่องที่ไม่เคยมีใครสนใจมาก่อน อย่าง ผู้พิการ ที่ครอบครัวเองก็มักเก็บไว้ในบ้านและไม่รู้วิธีดูแล มาทำให้กลายเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึง และได้รับความสนใจในระดับชุมชน จนมีความพยายามในการแก้ปัญหาของผู้ที่เกี่ยวข้อง ทำให้เรื่องของผู้พิการได้รับการยอมรับทั้งในระดับครอบครัว ชุมชน และมุ่งไปสู่การอยู่ร่วมกันในสังคมได้ในที่สุด”
เวลาเดียวกับการขยายผลของงาน หลายองค์กรก็มีโมเดลในการหา “รายได้” โดยไม่ต้องพึ่งเพียงเงินบริจาค เช่น ไปเป็นพันธมิตรกับหน่วยงานต่างๆ มีรายได้พิเศษจากการทำโครงการ อย่าง การสร้างอาชีพ รับทำวิจัย และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม เหล่านี้เป็นต้น
“เขามีความพยายามในการสร้างรายได้ให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นกลุ่มเหล่านี้จะมีแรงเหวี่ยงที่สูงมาก โดยไม่ได้หวังแค่ว่า ถ้าคุณไม่บริจาค แล้วพวกเขาจะต้องตาย ไม่ใช่เลย แต่เขาอยู่ได้ และอยู่แบบเอ็นจีโอมืออาชีพ”
เอ็นจีโอยุคใหม่ ที่ไม่เพียงต้องสร้างการยอมรับให้กับผู้คนในสังคม ทว่ายังรวมถึงการสร้าง "ความยั่งยืน" ให้กับองค์กรด้วย พีธานันต์ ยกตัวอย่างเอ็นจีโอที่ “อายุสั้น” อยู่ได้ไม่เกิน 5 ปี ก็หายหน้าหายตาไป ว่าส่วนหนึ่งเกิดจากการทำงานบนฐานของโครงการ (Project base) ไม่ใช่ Organization base
“อย่างเอ็นจีโอทางภาคใต้ ที่ได้รับการระดมทุนมาเป็นโพรเจค พอโพรเจคจบไป ไม่มีผู้สนับสนุนเขาก็จบไปด้วย เป็นการทำงานที่อยู่บนฐานของ Project base ที่มีเริ่ม ก็มีที่สิ้นสุด คือจบไปพร้อมโพรเจค แต่การที่เอ็นจีโอจะยั่งยืนได้ ต้องเป็น Organization base คือ แม้ว่าโครงการจบไปแล้ว แต่ก็ยังมีอย่างอื่นทำต่อเนื่องไป เพราะเป้าหมายคือการช่วยเหลือสังคม”
นั่นคือเหตุผลที่เอ็นจีโอต้องวางแผนความยั่งยืนให้กับตัวเอง โดยมองหาช่องทางระดมทุนและทรัพยากรใหม่ๆ สร้างเครือข่าย หาพันธมิตร เพื่อให้อยู่ได้โดยไม่ต้องง้อเพียง "เงินบริจาค" เรียกว่าแม้เป็น เอ็นจีโอ แต่ก็ต้องทำงานแบบองค์กรมืออาชีพ
“สมถวิล รอบบรรเจิด” นายกสมาคม และ “อาภรณ์ พรหมมาณพ” เลขานุการ สมาคมอาสาสมัครประชาสงเคราะห์จังหวัดพิษณุโลก (ส.อ.ป.ค.) เจ้าของรางวัลองค์กรพัฒนาเอกชนยอดเยี่ยมแห่งประเทศไทย ประจำปี 2556 ในหมวดองค์กรขนาดเล็ก สะท้อนความคิดในการทำงานภาคสังคม ที่ไม่ได้ตั้งต้นจาก "เงินบริจาค" แต่เกิดจากใจคนทำงานที่อยากแบ่งปันสู่สังคม แล้วคิดโมเดลก่อเกิดรายได้เพื่อนำรายได้เหล่านั้นไปช่วยเหลือเกื้อกูลสังคม เช่น โครงการ "อาสาสมัครทำความดีถวายองค์ราชันย์ วันละ 1 บาท” การระดมทุนจากเพื่อนสมาชิกและครอบครัว คนละนิดละหน่อย เพื่อนำเงินที่ได้ ไปปรับปรุง ซ่อมแซม ที่อยู่อาศัยให้แก่ครอบครัวผู้ยากไร้ โดยระยะเวลากว่า 7 ปี ที่โครงการขับเคลื่อนสามารถระดมทุนได้ถึงกว่า 7 แสนบาท มีสมาชิกกว่า 700 คน จาก 9 อำเภอ ในการดำเนินโครงการและมีพันธมิตรสานต่อความช่วยเหลือผู้ยากไร้ได้ในวงกว้างขึ้น
“เราไม่ได้อาศัยแค่เงินบริจาค แต่จะมีการประชุมกันเพื่อที่จะคิดกิจกรรมต่างๆ เรามองว่าในการทำงานเพื่อสังคม มีความต้องการการช่วยเหลือเยอะแยะไปหมด ดังนั้นถ้าจะรอเพียงเงินบริจาคจากที่อื่น บางทีมันก็ช้าไป พวกเราจึงต้องช่วยกัน และสามัคคีกัน”
เช่นเดียวกับ “สำรวย ผัดผล” ประธานมูลนิธิฮักเมืองน่าน ที่ได้รับรางวัลพิเศษ “คิดใหญ่ ใช้เงินน้อย” ต้นแบบการพัฒนาภาคประชาชน ที่ดำเนินงานมากว่า 2 ทศวรรษ เพื่อรักษาป่าไม้ แม่น้ำ และพืชพันธุ์ พร้อมขยายผลไปสู่ปัญหาด้านอื่นๆ โดยใช้ทุนน้อยแต่พลังในการแก้ปัญหาแสนยิ่งใหญ่
“หลายคนอาจมองว่าประเด็นเรื่อง พันธุกรรมพืช ป่าไม้ และแม่น้ำ เป็นเรื่องเล็ก แต่สำหรับผม นี่เป็นเรื่องใหญ่มาก แต่คนส่วนใหญ่ก็ไม่กล้าที่จะลงทุน เราเป็นองค์กรชุมชน เป็นชาวบ้าน จะไม่ยอมในเรื่องนี้ ก็กลายเป็นว่า เราเป็นพวกคิดใหญ่ แต่ไม่มีทุน นั่นจึงทำให้ต้องพึ่งตนเองอย่างหนัก”
เขาสะท้อนความคิดว่า อาวุธเดียวของคนยากไร้ ก็คือ "วัฒนธรรม" นั่นคือที่มาของการประยุกต์เอา วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น มาเป็นกุศโลบายในการรักษา พืชพันธุ์ น่านน้ำ และป่าไม้
อย่าง “โครงการพระดี ผีดุ” การอนุรักษ์ธรรมชาติ รักษาและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม โดยการนำพระพุทธรูปมาประดิษฐานไว้ใต้ต้นไม้ให้กลายเป็นพื้นที่หวงห้าม "การบวชป่า" โดยนำผ้าเหลืองมาผูกไว้ที่ต้นไม้ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้งดทำลาย หรือ “พิธีสืบชะตาแม่น้ำ” เพื่อรักษาแม่น้ำลำธารบนความเชื่อของชุมชน จนสุดท้ายก็ได้ คืนป่าใหญ่ แม่น้ำ และทำเกษตรอินทรีย์อย่างยั่งยืน ด้วยต้นทุนทางปัญญาของพวกเขา
“ผมเชื่อว่ามีคนที่ทำคล้ายๆ ผม อยู่ในทุกจังหวัด เชื่อว่าคนไทยไม่น่าจะยอมให้สิ่งแวดล้อมต้องล่มสลาย หรือขาดการเหลียวแลแน่ ดังนั้นใครที่อยากสนับสนุนกลไกการทำงานของชุมชน ลองไปสืบเสาะดีๆ คุณก็จะพบคนทำงานดีๆ เยอะแยะไปหมด ผมคงไม่อาจเป็นโมเดลอะไรให้ใครได้ แต่เชื่อว่ามีคนทำแบบผมเต็มแผ่นดินแน่นอน”
ต้นแบบของคนทำงานภาคสังคม ที่ใช้หัวใจนำทางความสำเร็จ ทำงานอย่างหนัก เพื่อสะกิดสังคมให้ตระหนักถึงปัญหา แล้วช่วยกันดูแลสังคมให้น่าอยู่อย่างยั่งยืนนับจากนี้..

