ระยะสั้นปัจจัยการเมือง & เศรษฐกิจชะลอตัวกดดัน
ในช่วงนี้สถานการณ์การเมืองไทยไม่ดี อุณหภูมิความขัดแย้งรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในสัปดาห์นี้ ขณะเดียวกันเศรษฐกิจก็ซบเซาทั้งจากแรงกระตุ้นจากโครงการรถยนต์คันแรกที่จบลง การฟื้นตัวของภาคส่งออกยังไม่ดีนัก และการเบิกจ่ายงบประมาณ & การลงทุนภาครัฐล่าช้า นอกจากนั้น มีประเด็นเสี่ยงภายนอกที่อาจทำให้ตลาดผันผวนในช่วง 1Q57 คือ เรื่องงบประมาณรายจ่าย และการขอขยายเพดานหนี้สหรัฐ รวมถึงการทยอยลด QE3 ของเฟด
แต่...เชื่อว่าปัญหาการเมืองจะเป็นแค่ชั่วคราว ขณะที่เศรษฐกิจไทยจะเติบโตดีขึ้นในปีหน้า จากการที่การลงทุนภาคเอกชนและภาครัฐเดินหน้าด้วยดีต่อไป ทั้งนี้แม้ว่าลงทุนในโครงสร้างขั้นพื้นฐานในร่างพ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาทอาจจะล่าช้ากว่าคาด แต่โครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ดำเนินการอยู่แล้ว เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง, สายสีน้ำเงิน ฯลฯ ก็ยังเดินหน้าต่อไป ซึ่งทำให้การลงทุนภาครัฐยังคงขยายตัว ภาคท่องเที่ยว & โรงแรมเติบโตได้ดีต่อ และภาคส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้น (ประมาณการว่ามูลค่าส่งออกปี 57 จะเติบโตได้ 7% จากที่ทรงตัวหรือเพิ่มเพียง 1% ในปีนี้)
เห็นได้จากการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยที่ดีขึ้น เช่น จีดีพีประมาณการครั้งที่ 1 สำหรับ 3Q56 ของสหรัฐเติบโตสูงถึง 2.8% ดีกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมินไว้ที่ 2.0%, การใช้จ่ายภาคครัวเรือนของญี่ปุ่น ซึ่งคิดเป็น 60% ของจีดีพีเพิ่มสูงขึ้น, เศรษฐกิจยูโรโซนได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วและกำลังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป, เศรษฐกิจจีนเติบโตในอัตราสูงขึ้น เป็นต้น
การอ่อนตัวของราคาหุ้นปัจจัยพื้นฐานดีในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้าเป็นจังหวะทยอยซื้อเพื่อการลงทุนระยะกลาง-ยาว ทั้งนี้เราเชื่อว่าราคาหุ้นจะวิ่งกลับไปหาปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริงเสมอ แต่จุดที่ทำให้ผลกำไร/ขาดทุนของนักลงทุนในหุ้นตัวเดียวกันแตกต่างกันคือ Timing ในการเข้าและออก
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่มีแนวโน้มกำไรเติบโตแกร่งใน 1-2 ปีข้างหน้า งบดุลแข็งแรง และ Valuation ยังไม่แพงเมื่อเทียบกับอัตราการเติบโต คือ สื่อสาร, ปิโตรเคมี, ขนส่ง, อาหาร & โรงแรม, รับเหมาก่อสร้าง และให้เช่าพื้นที่ ซึ่งหลักทรัพย์ที่เป็น Top Picks 5 อันดับของเรา คือ BECL, BTS, INTUCH, PTTGC และ THCOM









