background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

สหมิตรกลับเข้าตลาดเทรด11พ.ย.นี้

สหมิตรกลับเข้าตลาดเทรด11พ.ย.นี้

สหมิตรมั่นใจนักลงทุนตอบรับ กลับเข้าเทรดในตลาดวันแรก 11 พ.ย.นี้ ตั้งเป้ารายได้เติบโตระดับ 15-20% ช่วง 3-5 ปีข้างหน้า หลังลงทุนตั้งโรงงานใหม่

นายสุรศักดิ์ เอิบสิริสุข กรรมการผู้จัดการ บริษัท สหมิตรถังแก๊ส (SMPC) เปิดเผยว่า บริษัทจะกลับเข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)ในวันที่ 11 พ.ย. 2556 ในกลุ่มบรรจุภัณฑ์ หลังแก้ไขผลการดำเนินงานได้ตามหลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยราคาซื้อขายวันสุดท้าย เมื่อวันที่ 13 พ.ย.2548 ปิดตลาดที่ 1.85 บาท มูลค่าที่ตราไว้ 10 บาทต่อหุ้น ทั้งนี้ในการซื้อขายวันแรกไม่มีการกำหนดกรอบราคา

ทั้งนี้ บริษัท ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ในระดับ 15%-20% ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า หลังลงทุนสร้างโรงงานเพิ่มกำลังการผลิตถังเป็น 5.5 ล้านถังต่อปี ซึ่งจะแล้วเสร็จและเริ่มการผลิตได้ในเดือน พ.ย. นี้ สำหรับผลการดำเนินงานในงวด 9 เดือนของปี 2556 บริษัท มียอดขาย 1.49 พันล้านบาท มีกำไรสุทธิ 100 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มียอดขาย 1.7 พันล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 145.9 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น ประกอบกับมีการเลื่อนคำสั่งซื้อจากลูกค้าบางราย ทำให้ยอดขายลดลง

อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการในช่วงตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นมา กลับสู่ภาวะปกติทั้งในแง่รายได้และกำไร คาดว่าทั้งปีนี้ รายได้จะใกล้เคียงกับปีก่อน นอกจากนี้บริษัทอยู่ระหว่างดำเนินการขออนุมัติต่อผู้ถือหุ้นเพื่อล้างขาดทุนสะสม ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี2556 จำนวน 44.88 ล้านบาท โดยจะจัดให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นในเรื่องนี้ วันที่ 13 ธ.ค. 2556 นี้

เขากล่าวว่า ปี 2557 บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต 15-20% และยังคงรักษาอัตราการเติบโตไว้ในระดับนี้ในระยะ 2-3 ปี ข้างหน้า โดยสัดส่วนรายได้ของบริษัทกว่า 80%มาจากต่างประเทศ กลุ่มลูกค้าหลัก คือ กลุ่มประเทศแถบแอฟริกา, เอเชีย, ออสเตรเลีย, ยุโรปและอเมริกา โดยบริษัทมีโอกาสขยายฐานลูกค้าในต่างประเทศ จากกลุ่มประเทศที่ยกเลิกการกีดกันทางการค้า เช่นประเทศในแถบอาเซียน และอเมริกาเหนือ ซึ่งภาพรวมอุตสาหกรรมถังทนความดันยังมีโอกาสขยายตัวตามจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น

ด้านนางปัทมา เล้าวงษ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทสหมิตรถังแก๊ส เปิดเผยว่า บริษัทมั่นใจว่าในการกลับเข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ จะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน จากแนวโน้มการเติบโตของรายได้ในช่วง 3-5 ปีที่คาดว่าจะเติบโต 15-20% ขณะที่กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ 51% จะไม่ขายหุ้นออกตามกฎไซเรนท์ พีเรียด เป็นเวลา 1 ปี

ทั้งนี้ โดยบริษัทมีเป้าหมายจะรุกกลุ่มลูกค้าในแถบอาเซียนมากยิ่งขึ้น จากปัจจุบันที่มีสัดส่วน 10-15% จะเพิ่มเป็น 20-30% ในปี 2558 ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีลูกค้าในกลุ่มอาเซียน คือ พม่า กัมพูชา และลาว และจะขยายฐานลูกค้าในกลุ่มอาเซียนในครอบคลุมทั้งหมดในปี 2558

"ปีนี้บริษัทคงล้างขาดทุนสะสมได้หมด และจะพิจารณาอีกครั้งว่าจะเริ่มปันผลในงวดไหน อาจจะเป็นงวดผลประกอบการปี 2556 หรือ ปี 2557 โดยจะต้องนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทอีกครั้ง ซึ่งนโยบายจ่ายปันผลของบริษัทอยู่ที่ 60% ของกำไรสุทธิ"