กลุ่มค้าปลีกกว่า 50% แจ้งกำไรงวด 9 เดือนโต 9% โบรกฯมองไตรมาส 4 ปีนี้โตต่อเนื่อง เป็นไฮซีซัน ห่วงม็อบยืดเยื้อจะกระทบกำลังซื้อหด-กำไรลด
จากการรวบรวม บริษัทในกลุ่มค้าปลีกที่รายงานผลประกอบการงวด 9 เดือนปี 2556 จำนวน 8 บริษัท มีกำไรสุทธิรวม 19,072.54 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 9%จากงวดเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 17,498.42 ล้านบาท ขณะที่งวดไตรมาส 3/2556 มีกำไรสุทธิ 6,132.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.49%จากงวดเดียวกันปีก่อน 5,600.63 ล้านบาท
การเคลื่อนไหวราคาหุ้นกลุ่มค้าปลีกวานนี้ ราคาหุ้นส่วนใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหุ้นซีพี ออลล์ มูลค่าการซื้อขายสูงสุดในตลาด ล่าสุดปิดที่ราคา 40.75 บาทเพิ่มขึ้น 1 บาท คิดเป็น 2.52% มูลค่าซื้อขาย 3.14 พันล้านบาท หุ้นสยามแม็คโคร ปิดที่ 33.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.25 บาท คิดเป็น 3.88% มูลค่าซื้อขาย 2.82 พันล้านบาท หุ้นออฟฟิศเมท (OFM) 32.25 บาท เพิ่มขึ้น 1 บาท คิดเป็น 3.20% มูลค่าซื้อขาย 28.67 ล้านบาท
ทั้งนี้ บริษัทที่มีกำไรเติบโตมากสุดในงวด 9 เดือนคือ บริษัทสยามโกลบอลเฮ้าส์ (GLOBAL) มีกำไร 720.38 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59.26% จากงวดเดียวกันปีก่อนมีกำไรสุทธิ 452.33 ล้านบาท รองลงมา บริษัท บิวตี้ (BEAUTY) มีกำไรสุทธิ 109.38 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.60% จากปีก่อนมีกำไร 85.72 ล้านบาท และบริษัทสยามแม็คโคร (MAKRO) มีกำไรสุทธิ 2993.13 ล้าบาท เพิ่มขึ้น 26.24% จากปีก่อนมีกำไรสุทธิ 2371.08 ล้านบาท
นางสาวนลิน วิริยะเสถียร นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ดีบีเอส (ประเทศไทย) กล่าวว่า ภาพรวมกำไรงวด 9 เดือนกลุ่มค้าปลีก มีการชะลอตัวลงบ้าง แต่ยังสามารถเติบโตได้ แต่การเติบโตไม่สูงเท่าปีก่อน เนื่องจากไม่มีปัจจัยบวกช่วยหนุนเหมือนปีก่อน ที่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐหลายเรื่อง ส่วนภาพรวมทั้งปียังเติบโตได้ เพราะไตรมาสสุดท้ายของปี จะเป็นช่วงที่ค้าปลีกมีกำไรเติบโตมากสุดอยู่แล้ว
"สถานการณ์การเมืองปัจจุบัน หากไม่ยืดเยื้อการเติบโตของธุรกิจค้าปลีก ยังไม่ได้รับผลกระทบ แต่การเติบโตจะไม่คึกคักเท่าปีก่อน ที่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยหนุน และปีนี้การเติบโตเป็นไปในลักษณะค่อยๆ ชะลอตัว ไม่ลดลงแรง และมองว่าผู้ประกอบการคงต้องใช้กลยุทธ์การกระตุ้นโปรโมชั่นเพิ่มขึ้น ถ้าจะให้เติบโตได้ดีกว่าปีก่อนคงยาก" นักวิเคราะห์กล่าว
ด้านนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กรุงศรี กล่าวว่า แนวโน้ม ช่วงไตรมาส 4 หุ้นในกลุ่มค้าปลีก คาดจะทำกำไรได้เป็นจุดสูงสุดของปี ถ้าเทียบจากไตรมาส 3 ที่เป็นจุดต่ำสุดของปี และคาดช่วงไตรมาส 4 คาดหุ้นในกลุ่มค้าปลีก จะเป็นในลักษณะเติบโตแบบไตรมาสต่อไตรมาสและปีต่อปี
"ผลประกอบการจะโตต่อเนื่องขนาดไหน ต้องดูภาพโดยรวม แต่น่าจะโตไปตามปกติของวงจรอุตสาหกรรม คือ ไตรมาส 4 จะโตสูงสุด และต่อเนื่องไปไตรมาส 1 ไตรมาส 2 และไตรมาส 3 ถือว่าเป็นจุดต่ำสุดของปี" นักวิเคราะห์กล่าว
ส่วนเรื่องดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 6 มองว่า ยังไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ จึงส่งผลกดดันต่อหุ้นในกลุ่มค้าปลีกและยิ่งเป็นหุ้นที่มีฐานลูกค้าระดับกลางถึงล่าง เช่น บิ๊กซี คาดจะได้รับผลกระทบ และหากมองว่าหุ้นที่มีแนวโน้มผลประกอบการดี คาดจะเป็นหุ้นโฮมโปร (HMPRO) เนื่องจากผลประกอบการแข็งแกร่งต่อเนื่องติดต่อกันไตรมาส 3 และ 4 และยังสามารถทำกำไรเติบโตสูงสุดในกลุ่มค้าปลีก เทียบจากผลประกอบการของหุ้นในกลุ่มค้าปลีกหลายบริษัท ที่มีผลประกอบการลดลง ทั้งปีต่อปีและไตรมาสต่อไตรมาส
ส่วนภาพรวมผลประกอบการหุ้นกลุ่มค้าปลีกปีหน้า คาดว่าถ้ามองถึงช่วงครึ่งปีหลัง แนวโน้มของผู้บริโภคน่าจะดีขึ้น โดยพิจารณาจากการขยายสาขาของทุกบริษัท ที่จะเป็นการขยายสาขาในเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง เช่น บิ๊กซี และโฮมโปร มองกำไรหุ้นในกลุ่มค้าปลีก ยังเติบโตได้ต่อเนื่อง และคาดกำไรกลุ่มค้าปลีกจะเติบโตถึง 23% และบริษัทซีพี ออลล์ (CPALL) จะเติบโตสูงสุดถึง 29% เพราะบริษัทได้รวมผลประกอบการของ MAKRO มาทั้งปี ซึ่งหุ้นในกลุ่มค้าปลีกอื่นๆ ก็จะเติบโตประมาณ 22-23% และทุกบริษัท จะเติบโตแข็งแกร่งในปีหน้า
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า บริษัท ซีพี ออลล์ มีกำไรดีกว่าคาดมาก โดยไตรมาสนี้เป็นไตรมาสแรกที่รวมผลประกอบการบริษัทสยามแม็คโคร เข้ามาเต็มไตรมาส และดีกว่าคาดมากเพราะกำไรที่ดีมากของทั้งบริษัทแม็คโครและธุรกิจเซเว่น แม้จะมีภาระในการจ่ายซื้อ MAKRO 1.5 พันล้านบาทและดอกเบี้ยจ่ายอีก 900 ล้านบาท แต่ชดเชยได้บางส่วนจากปันผลจากบ.ย่อย 568 ล้านบาท และความสำเร็จจากการจัด แสตมป์ โปรโมชั่น และคุมค่าใช้จ่าย






