วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'กิตติรัตน์'ยันพร้อมลงทุน2ล้านล้านทันที

"กิตติรัตน์"ยันพร้อมลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้าน ทันทีเมื่อกฎหมายผ่าน

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าของการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาลทั้งระบบบริหารจัดการน้ำและคมนาคมขนส่ง โดยกล่าวว่า ในส่วนของการลงทุนระบบบริหารจัดการน้ำมูลค่า 3.5 แสนล้านบาทนั้น ขณะนี้ หลายโครงการได้ดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีความคืบหน้าตามกำหนดเวลา ส่วนการลงทุนด้านคมนาคมขนส่งมูลค่า 2 ล้านล้านบาทนั้น ขณะนี้ มีความพร้อมแล้วในหลายโครงการเช่นกัน เมื่อกฎหมายผ่านการพิจารณาก็พร้อมดำเนินการได้ทันที

ทั้งนี้ โครงการด้านคมนาคมและโครงการก่อสร้างด่านศุลกากร อยู่ในระดับความพร้อมที่สามารถเปิดให้เอกชนเข้าร่วมประมูลได้ เช่น ด่านศุลกากรที่มีแผนก่อสร้าง 41 แห่ง ขณะนี้ แบบการก่อสร้าง และ การจัดการด้านกรรมสิทธิ์ที่ดินก็พร้อมดำเนินการแล้ว ส่วนอีก 10 แห่งก็เร่งสรุปให้ได้มากที่สุด ด้านคมนาคมนั้น ขณะนี้ มีโครงการขยายทางหลวง 2 เลน เป็น 4 เลน ซึ่งเกือบทุกเส้นทางที่สามารถทำได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการด้านสิ่งแวดล้อม ส่วนรถไฟรางคู่นั้น ทางเป็นเส้นทางเดิมก็สามารถสร้างต่อได้ทันที ยกเว้น เส้นทางที่จะสร้างใหม่ เช่น เส้นเชียงใหม่-เชียงของ

สำหรับภาวะเศรษฐกิจไทยในปีนี้นั้น เขาเชื่อว่า จะสามารถขยายตัวได้ตามเป้าหมาย แต่ประเด็นที่สำคัญที่ภาคเอกชนและนักลงทุนต่างประเทศสนใจในขณะนี้ คือ เศรษฐกิจปีหน้าว่าเป็นอย่างไรมากกว่า อย่างไรก็ดี ในช่วงไตรมาสสี่ของปีปฏิทินและไตรมาสแรกของปีงบประมาณ ถือเป็นช่วงสำคัญ เพราะเป็นช่วงที่งบเหลื่อมปีของปีที่แล้วกับงบปีใหม่จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ฉะนั้น ภาวะเศรษฐกิจในช่วงนี้ ก็คงอิงกับการใช้จ่ายภาครัฐเป็นสำคัญ

"ในปีที่แล้วมีงบเหลือมปี 1.46 แสนล้านบาท และถ้าดูตามแผนเบิกจ่ายต่างๆจากงบปี 57 จำนวน 2.25 ล้านล้านบาทมีความพร้อมระดับหนึ่งที่จะออกเกือบ 6 แสนล้านบาท ฉะนั้น ภาวะเศรษฐกิจควงอิงภาวการณ์ใช้จ่ายภาครัฐ และ เป็นช่วงเลยหน้าฝน บรรยากาศท่องเที่ยวก็มากหน่อย ซึ่งขณะนี้ ยอดนักท่องเที่ยวต้นปีก็ดีขึ้น หากปลายปี นักท่องเที่ยวมามากก็จะช่วยเศรษฐกิจได้"

สำหรับในมุมของการลงทุนและการใช้จ่ายเอกชนก็ยังเป็นปกติ แต่ส่วนที่ยังคงยากต่อไป คือ ภาคการผลิตเพื่อส่งออก ตัวเลขบางครั้งเป็นลบ แต่ส่วนที่เป็นลบเป็นการรวมยอดนำเข้าทองคำด้วย ซึ่งปกติแล้ว สินค้าทองคำจะถูกมองเงินตราชนิดหนึ่ง ไม่ได้เป็นสินค้าที่นำมาใช้สอยหรือส่งออก หากแยกออกไป ดุลการค้าเรายังเป็นบวกนิดหน่อย ก็คลายกังวลเรื่องเกินดุลจนค่าเงินแข็งหรือขาดดุลจนค่าเงินอ่อน