ปรับแผนธุรกิจใหม่ ทั้งลดค่าใช้จ่ายและชะลอเปิดโครงการใหม่
ยอดรับรู้รายได้ต่ำกว่าคาดปรับลดประมาณกำไรสุทธิ
เราปรับประมาณการกำไรสุทธิของ SIRI ในปี 2556 - 2557 ลงจากเดิม 37% และ 24% ตามลำดับ สาเหตุหลักมาจากการปรับรายได้ลง 9% และ 14% เนื่องจากแรงซื้อชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจรวมถึงและแผนการโอนกรรมสิทธิ์โครงการคอนโดมีเนียมล่าช้าจากเดิมมาก ทำให้แผนการรับรู้รายได้แตกต่างไปจากเป้าหมายที่บริษัทเคยให้ไว้ ทั้งนี้ SIRI ได้ปรับเป้ายอดขายของปี 2556 ลงเป็น 4.5 หมื่นล้านบาท จาก 4.8 หมื่นล้านบาท โดยยอดขายสะสมนับจากต้นปีอยู่ที่ 4 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ เรายังได้ปรับอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยปรับลดลงเหลือ 33% สะท้อนต้นทุนค่าแรงที่สูงขึ้น
ปรับกลยุทธ์ลดความเสี่ยงจากค่าใช้จ่าย
SIRI ปรับแผนธุรกิจสำหรับปี 2557 ใหม่โดยเน้นลดค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร เลื่อนกิจกรรมการตลาดในช่วงต้นปีเพื่อลดสัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อยอดขายลง ขณะเดียวกัน SIRI ได้ชะลอแผนการ เปิดโครงการคอนโดมีเนียมใหม่ๆเพื่อลดความเสี่ยง โดยโครงการคอนโดมีเนียมที่จะเปิดใหม่จะต้องผ่าน EIA ก่อนทำ Presale ทุกโครงการ แม้ว่ามาตรการนี้จะช่วยควบคุมต้นทุนการก่อสร้างได้ดีขึ้นแต่เราประเมินว่าจะส่งผลกระทบต่อการขายและการโอนกรรมสิทธิ์ให้นานออกไปอีกกว่าปกติ อย่างน้อย 3 – 6 เดือนต่อโครงการ ซึ่งจะทำให้รายได้จากการขายเติบโตชะลอตัว ดังนั้นเราจึงปรับประมาณการยอดขายปี 2557 ลงเหลือ 3.3 หมื่นล้านบาท
ผลประกอบการ 3Q56 อ่อนตัว QoQ จากการรับรู้รายได้ต่ำลง
เราคาดว่า SIRI จะมีกำไรสุทธิใน 3Q56 ราว 462 ล้านบาท ปรับลดลง 11% QoQ แม้ว่าบริษัทจะสามารถรักษาระดับค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย และ อัตรากำไรขั้นต้นให้ทรงตัวใกล้เคียงกับ 2Q56 แต่เนื่องจากการรับรู้รายได้ลดลง 8% และมีดอกเบี้ยจ่ายที่เพิ่มขึ้นอีก 60 ล้านบาทจากการออกหุ้นกู้ หากประมาณการของเราถูกต้องผลประกอบการ 9M56 ของ SIRI จะมีกำไรสุทธิ 896 ล้านบาท ลดลง 25% YoY สาเหตุจากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น 34% YoY แม้ว่ากำไรงวด 9M56 จะมีสัดส่วนเพียง 38% ของประมาณการทั้งปี แต่เราคาดว่าผลประกอบการ 4Q56 ของ SIRI จะฟื้นตัวแรงจากโครงการคอนโดมีเนียมที่รอรับรู้รายได้หลายโครงการ
ราคาหุ้นรับปัจจัยลบแล้ว ปี 2557 เห็นการฟื้นตัวจากงานในมือรองรับ 60%
เราคาดว่า SIRI จะมีผลประกอบการฟื้นตัวใน 4Q56 จากการรับรู้รายได้เกือบ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตสุดของปี ขณะที่ในปี 2557 คาดว่าจะเห็นการรับรู้รายได้เติบโตอยู่ที่ 3.3หมื่นล้านบาท มาจากงานในมือรอบันทึกรายได้ 2 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 60%ของประมาณการ ทั้งนี้การปรับตัวของผู้บริหารโดยการทำธุรกิจอย่างระมัดระวังมากขึ้นจะทำให้ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารมีแนวโน้มลดลงช่วยให้อัตรากำไรสุทธิคาดว่าจะฟื้นตัวเป็น 9% เราปรับมูลค่าเหมาะสมใหม่ที่ 2.90 บาท อ้างอิง PE 10 เท่า เราประเมินว่าราคาหุ้นได้สะท้อนปัจจัยลบต่างๆไปมากแล้ว ขณะที่บริษัทยังมีเงินปันผลงวดปี 56 ที่คาดว่าจะจ่าย 10 สตางค์ต่อหุ้น คิดเป็นผลตอบแทน 4.5% (จ่ายปันผลปีละ1 ครั้ง) แนะนำ “ซื้อ”







