3 หุ้นใหม่ไอพีโอ "จีแคปปิตอล-นามยง-โอเชี่ยน" เมินการเมืองร้อน เดินหน้าขายไอพีโอและเข้าเทรดภายในปีนี้
นายชูพงศ์ ธนเศรษฐกร กรรมการผู้จัดการ สายงานวาณิชธนกิจ บล.คันทรี่ กรุ๊ป ในฐานะเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัท จี แคปปิตอล หรือ GCAP ผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อแก่ลูกค้าที่ต้องการซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรในหลากหลายประเภท เปิดเผยว่า บริษัท จี แคปปิตอล จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ ภายในปีนี้ตามแผนเดิม ล่าสุดเมื่อวันที่ 31 ต.ค. ที่ผ่านมา สำนักงานก.ล.ต. ได้นับ 1 ไฟลิ่งแล้ว
บริษัทจี แคปปิตอล เสนอขายไอพีโอ 50 พาร์ 0.50 บาท เงินที่ได้ครั้งนี้ จะใช้เป็นทุนหมุนเวียน ขยายธุรกิจบริการสินเชื่อเช่าซื้อเครื่องจักรกลการเกษตร
"ตลาดหุ้นช่วงนี้ ยอมรับว่าได้รับผลกระทบจากปัจจัยการเมืองภายในประเทศ ทำให้แกว่งตัวอยู่ในแดนลบ แต่ประเมินทางการเมืองจะคลี่คลายได้ภายใน 1-2 สัปดาห์จากนี้ และหลังจากหุ้นไทยน่าจะกลับมาสดใสอีกครั้ง และไม่ส่งผลกระทบต่อแผนการเข้าจดทะเบียนของบริษัท"
ส่วนนายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัท นามยง เทอร์มินัล หรือ NYT กล่าวว่า บริษัทน่าจะเสนอขายไอพีโอได้ในภายในเดือนนี้ และจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ตามเวลาที่เหมาะสม
"ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินไม่รู้สึกกังวลตลาดหุ้นไทย เพราะนามยง เทอร์มินัล ทำธุรกิจบริการท่าเทียบเรือน้ำลึกที่ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการส่งออก และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจต่างประเทศโดยตรง"
สำหรับการกำหนดราคาไอพีโอ เชื่อว่าจะกำหนดได้ตามปัจจัยพื้นฐานของบริษัท แม้ตลาดปัจจุบันจะผันผวนอยู่ เชื่อนักลงทุนจะให้ความสนใจบริษัทนี้ เพราะมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก บริษัทนามยง เทอร์มินัล จะเสนอขายหุ้นไอพีโอ 205.5 ล้านหุ้น
ด้านสำนักงานก.ล.ต. แจ้งข้อมูลสถิติตลาดทุน ไตรมาส 3 ปีนี้ สิ้นสุดเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา การเสนอขายหุ้นไอพีโอ 10 บริษัท มูลค่าระดมทุนรวม 13,767 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีการขายไอพีโอ 5 บริษัท มูลค่าระดมทุน 1507 ล้านบาท
โอเชี่ยนไม่หวั่นปัจจัยการเมือง
ขณะที่นายสมภพ ศักดิ์พันธ์พนม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ (APM) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินของบริษัท โอเชี่ยน คอมเมิร์ซ หรือ OCEAN เปิดเผยว่า การเมืองปัจจุบัน ไม่ส่งผลกระทบกับบริษัท ที่จะเข้าจดทะเบียนใหม่ เพราะสินค้าบริษัท เป็นสินค้าที่ยังมีความต้องการสูง และจากการโรดโชว์ 9 จังหวัด ยังมีได้รับเสียงตอบรับจากนักลงทุนดีต่อเนื่อง
"ปัจจัยทางการเมืองเชื่อว่า ไม่น่าจะมีผลกระทบ เพราะบริษัทมีพื้นฐานที่ดี และการใช้ก๊อกน้ำยังมีต่อเนื่อง จากการเติบโตของเศรษฐกิจต่างจังหวัด ที่จะขยายตัวมากกว่าในพื้นที่ของกรุงเทพ เราเคยนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในช่วงที่มีการชุมนุมในอดีต ทำให้เรามีประสบการณ์เชื่อว่าน่าจะรับมือได้"
ส่วนความคืบหน้าปัจจุบัน อยู่ระหว่างการรอพิจารณาแบบคำขออนุญาตเสนอขายหุ้นไอพีโอ และแบบไฟลิ่ง จากสำนักงานก.ล.ต. โดยระดมทุนครั้งนี้จะเป็นการขาย หุ้นไอพีโอ 100 ล้านหุ้น พาร์ 0.25 บาทต่อหุ้น โดยมีบล.โนมูระ พัฒนสิน เป็นแกนนำจัดจำหน่าย
ปัจจุบันได้ตั้งราคาขายหุ้นไว้แล้ว และอยู่ระหว่างตรวจสอบของก.ล.ต. คาดจะเปิดเผยราคาจองซื้อหุ้นได้สัปดาห์นี้ และหวังว่าจะเปิดจองซื้อหุ้นไอพีโอ รวมถึงเข้าจดทะเบียนในตลาดเอ็ม เอ ไอ สิ้นเดือนนี้
ส่วนเงินที่ได้จากการระดมทุน จะใช้ขยายต่อเติมโรงงาน ปรับปรุงสายการผลิตที่มีอยู่เดิมของโรงงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และอีกส่วนหนึ่งเพื่อเพิ่มเงินทุนหมุนเวียน โดยคาดส่วนแรกจะใช้เงินลงทุนราว 50 ล้านบาท ในการลงทุนเฟสแรกช่วงปี 2557 บริษัทคาดหลังจากที่จดทะเบียนในตลาดเอ็ม เอ ไอ แล้ว จะส่งผลให้สัดส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ลดลงมาอยู่ที่ 1 เท่ากว่า จากปัจจุบันที่ 2 เท่า
นายมารุต อรรถไกวัลวที ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วี จี ไอ โกลบอล มีเดีย (VGI) กล่าวว่า ยังไม่เห็นสัญญาณผลกระทบจากการเมืองในประเทศ ธุรกิจยังเดินหน้าต่อเนื่อง บริษัทยังติดตามสถานการณ์การเมืองใกล้ชิด เพราะถ้ารุนแรงอาจจะส่งผลกระทบบ้าง โดยบริษัทยังคงเดินหน้าลงทุนตามแผนงานที่วางไว้ ไม่ได้ปรับเปลี่ยนชัดเจน แต่แผนงานที่วางไว้สามารถปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้
"ต้องติดตามดูว่าปัญหาการเมืองจะรุนแรงแค่ไหน แล้วมาปรับแผนงานตามสถานการณ์ แม้ปัจจุบันยังไม่กระทบ แต่ต้องเตรียมพร้อมรับมือ จากประสบการณ์ช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ทั้งปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ และการเมือง ส่งผลกระทบต่อบริษัทหนักสุดไม่เกิน 10% จึงมองว่าต่อให้รุนแรง น่าจะส่งผลกระทบต่อบริษัทไม่เกินนี้"
บริษัทมีแผนขยายการลงทุนในต่างประเทศ เพื่อเริ่มรายได้และกำไรให้บริษัท ซึ่งสนใจซื้อกิจการสื่อโฆษณาในประเทศนั้นๆ โดยเฉพาะกลุ่มอาเซียนรองรับเออีซี ซึ่งจะทำให้โอกาสเปิดมากขึ้น จึงเตรียมเข้าไปเจรจากับนักลงทุนในมาเลเซียเร็วๆ นี้ โดยจะพ่วงไปกับบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทแม่ เข้าไปลงทุนในอินโดนีเซีย
"ที่ผ่านมาไปดูลู่ทางออสเตรเลียแล้ว แต่ไม่สำเร็จ เร็วๆ นี้ จึงจะเดินทางไปมาเลเซีย ซึ่งการลงทุนในต่างประเทศ บริษัทสนใจซื้อกิจการ มากกว่าเข้าไปตั้งธุรกิจใหม่"
ส่วนนายสมชาย งามกิจเจริญลาภ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ (SNC) กล่าวว่า บริษัทมีแผนใช้เงินลงทุน 200 ล้านบาท เน้นลงทุนในบริษัทย่อย โดยเฉพาะการร่วมทุนกับญี่ปุ่นให้มากขึ้น และอยู่ระหว่างเจรจาอีก 2-3 ราย ก่อนหน้านี้บริษัทได้ร่วมลงนามกับบริษัทฟุโซ อินดัสตรีย์ของญี่ปุ่น เพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุนผลิตชิ้นส่วนทองแดงชิ้นส่วนโลหะ ชิ้นส่วนทองเหลือง ชิ้นส่วนอะลูมิเนียมหรือธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง และเซ็นสัญญาร่วมทุนกับบริษัทแอตแลนทิค เอสเอฟดีที เจเอสซี ของฝรั่งเศส เพื่อจัดตั้งบริษัทแห่งใหม่เพื่อประกอบกิจการผลิตเครื่องทำน้ำร้อน






