ปัญหาการเมืองในวงจำกัด ไม่กระทบต่อรายได้โฆษณา
ความไม่สงบทางการเมืองในอดีตไม่กระทบต่อรายได้
เรายังไม่กังวลต่อสถานการณ์การเมืองจะส่งผลกระทบต่อ VGI หากความรุนแรงไม่เกิดขึ้นในพื้นที่ให้บริการสื่อโฆษณาของบริษัท เพราะสัญญาการขายสื่อโฆษณาเป็นสัญญาระยะยาว และสื่อโฆษณาบนโครงการรถไฟฟ้า BTS เป็นสื่อที่มีศักยภาพในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายสูง นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาผลประกอบการของบริษัทในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองในปี 2553 พบว่ารายได้ค่าโฆษณาของ VGI ยังเติบโต 26% YoY แม้ว่ารายได้ที่เติบโตบางส่วนอาจเป็นผลจากการขยายพื้นที่สื่อโฆษณาและการเข้าซื้อกิจการสื่อโฆษณาอื่น (POV) ก็ตาม
คาดกำไรงวดปลายปี 2556 จะทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์
เราคาดว่า VGI จะมีกำไรแข็งแกร่งต่อเนื่องใน 3Q56 (ต.ค.-ธ.ค.) เพราะช่วงปลายปีจะเป็นไฮซีซั่นของอุตสาหกรรมสื่อโฆษณา นอกจากนี้ VGI ได้เริ่มให้บริการสื่อโฆษณารูปแบบใหม่ในโครงการรถไฟฟ้า BTS (Platform Truss LED) และปรับแพคเกจการขายโฆษณาหลังจากที่ได้สิทธิในการบริหารสื่อในอาคารสำนักงานเพิ่มขึ้นอีก 24 อาคาร ทำให้บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้ เราคาดรายได้และกำไรงวด 3Q56 จะเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า
มีจุดเด่นจากการเป็นผู้ให้บริการสื่อเพียงรายเดียวบนโครงการรถไฟฟ้า BTS
VGI มีจุดเด่นจากการเป็นผู้ให้บริการเพียงรายเดียวของสื่อโฆษณาในโครงการรถไฟฟ้า BTS ซึ่งเป็นสื่อที่มีประสิทธิภาพสูงจึงทำให้มีความได้เปรียบทางการแข่งขันเมื่อเปรียบเทียบกับสื่อโฆษณานอกบ้านประเภทอื่น นอกจากนี้ ยังมีโอกาสเติบโตจากการปรับขึ้นค่าโฆษณาตามจำนวนผู้ใช้รถไฟฟ้า BTS ที่เพิ่มขึ้นทุกปี และการได้สัมปทานการบริหารพื้นที่สื่อโฆษณาในสถานีใหม่ที่มีแผนจะเปิดให้บริการในอนาคต อย่างไรก็ดี ผลประกอบการของบริษัทยังมีความเสี่ยงจากแนวโน้มต้นทุนค่าสัมปทานที่เพิ่มขึ้นตามสัญญาที่ได้ตกลงไว้กับผู้ให้สัมปทาน
ราคาหุ้นอ่อนตัวเป็นโอกาสเข้าลงทุน อนาคตยังมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง
ราคาหุ้น VGI ที่ปรับตัวลงในช่วงนี้ (2 สัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวลง 7%) ตามภาวะตลาดที่กระทบจากปัจจัยเสี่ยงทางการเมือง หากเทียบกับผู้ให้บริการสื่อโฆษณาอื่นๆเราคาดว่าผลประกอบการของ VGI จะได้รับผลกระทบจากความไม่สงบทางการเมืองในประเทศน้อยกว่า และยังมีโอกาสเติบโตในอนาคตตามแผนการขยายเส้นทางเดินรถไฟฟ้าใน กทม. เราจึงมองว่าการอ่อนตัวลงของราคาหุ้นเป็นโอกาสของการเข้าลงทุน เราจึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” และประเมินมูลค่าเหมาะสมเท่ากับ 14.70 บาท (DCF, WACC 10%)






