อสมท หั่นเป้ารายได้โฆษณาปีนี้เหลือโต 4-5% จากเดิมคาดโต 18% หลังรายได้โฆษณาชะลอ เตรียมปรับผังรายการใหม่ต้นปีหน้า
นายเอนก เพิ่มวงศ์เสนีย์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) (MCOT) กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทได้ปรับลดเป้ารายได้เหลือโต 4-5% จากเดิมคาดว่าจะเติบโต 18% เนื่องจากรายได้ค่าโฆษณาจากภาคเอกชนปรับตัวลดลงอย่างมาก ตามภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง แต่อย่างไรก็ตามรายได้ในส่วนค่าโฆษณาจากภาครัฐปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นกว่าเท่าตัว จากปีก่อนที่ 400 ล้านบาท คาดว่าจะเพิ่มเป็น 800 ล้านบาทในปีนี้ โดยในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้ค่าโฆษณาจากภาครัฐแล้วกว่า 600 ล้านบาท
ทั้งนี้ ในช่วงที่เหลือของปีนี้บริษัทเตรียมที่จะจัดกิจกรรมการตลาดเพิ่มขึ้นเพื่อกระตุ้นรายได้ในส่วนของค่าโฆษณาให้ปรับสูงขึ้น โดยบริษัทคาดว่าในปีนี้จะมีรายได้กว่า 6.2 พันล้านบาท โดยในช่วงครึ่งปีแรกบริษัทมีรายได้แล้วกว่า 2.9 พันล้านบาท
"อัตราการเติบโตของรายได้ในปีนี้ของเราคงอยู่ที่ 4-5% เท่านั้น ไม่เป็นไปตามเป้าเดิมที่วางไว้ เนื่องจากเม็ดเงินในตลาดโฆษณาปรับตัวลดลง โดยเฉพาะในส่วนของภาคเอกชน แต่สำหรับภาครัฐถือว่ายังดีอยู่ ซึ่งเราเองพยายามจัดกิจกรรมต่างๆ เพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปีนี้ เช่นกิจกรรมช่วงปีใหม่ที่จะร่วมมือกับทางเซ็นทรัลพัฒนาเพื่อดันรายได้ให้ปรับเพิ่มสูงขึ้น" นายเอนก กล่าว
อย่างไรก็ตาม บริษัทเตรียมปรับผังรายการใหม่ในช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ.2557 โดยเบื้องต้นจะเป็นการปรับในลักษณะที่จะยังคงรายการที่ได้รับการตอบรับดี รวมถึงมีค่าโฆษณาค่อนข้างสูง เช่น รายการข่าวให้ยังคงอยู่ในช่วงเวลาเดิม แต่จะปรับรายการบางส่วนที่มีเรทติ้งลดลงเพื่อได้ผังรายการที่มีคุณภาพและสามารถสร้างรายได้จากค่าโฆษณาเพิ่มขึ้นได้ รวมถึงมี 2 รายการใหม่เตรียมออกอากาศในช่วงต้นปี 2557 ซึ่งคาดว่าจะสามารถสร้างรายได้จากค่าโฆษณาเพิ่มสูงขึ้น
ในส่วนของทีวีดิจิทัลในปีหน้า บริษัทพยายามจะลงทุนให้น้อยที่สุดสำหรับการดำเนินงานในช่วงแรก เนื่องจากในช่วงแรกการออกอากาศในระบบดิจิทัลจะยังไม่ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อรายได้ค่าโฆษณาที่อาจจะไม่สูงมากในช่วงแรก
"ช่วง ม.ค.-ก.พ.ปีหน้า เราเตรียมปรับผังรายการเพื่อให้ได้ผังรายการที่มีคุณภาพและสามารถเรียกลูกค้าค่าโฆษณาเพิ่มสูงขึ้น แต่ในส่วนของทีวีดิจิทัลเราอาจจะลงทุนให้น้อยที่สุด เนื่องจากช่วงแรกๆของการออกอากาศรายได้จากค่าโฆษณาอาจจะไม่สูงมาก ซึ่งการลงทุนที่สูงจนเกินไปอาจจะส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทได้" นายเอนกกล่าว






