แบงก์กรุงศรีคาดควบรวมบีทีเอ็มยูเสร็จสิ้นปี 2557 เผยหลังรวมพอร์ตสินเชื่อรายใหญ่ และเอสเอ็มอีจะมีสัดส่วนเพิ่มเป็น 60%
นายวีระพันธุ์ ทีปสุวรรณ ประธานกรรมการ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า หลังจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นอนุมัติการเข้าถือหุ้นของธนาคารโตเกียว-มิตซูบิชิยูเอฟเจ จํากัด (MUFJ) รวมถึงการโอนกิจการของธนาคารโตเกียว-มิตซูบิชิยูเอฟเจ จํากัด สาขากรุงเทพ (BTMU) เข้ามา โดยหลังจากนี้กระบวนการซื้อขายหุ้นจะเสร็จสิ้นในเดือนธ.ค.ปีนี้
ส่วนกระบวนการควบรวมกิจการ จะเริ่มขึ้นในต้นปี 2557 และคาดจะแล้วเสร็จราวสิ้นปีเดียวกัน โดยสิ้นเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารธนาคารโตเกียว-มิตซูบิชิยูเอฟเจ จํากัด สาขากรุงเทพมีสินทรัพย์ประมาณ 5.8 แสนล้านบาทและมีพอร์ตสินเชื่อประมาณ 2 แสนล้านบาท
ทั้งนี้การควบรวมกิจการ จะทำให้ธนาคารมีความแข็งแกร่งในธุรกิจขนาดใหญ่มากขึ้น เอื้อต่อการขยายฐานลูกค้า ที่ธนาคารสามารถนำจุดแข็งด้านเอสเอ็มอีและรายย่อยเข้ากับธุรกิจขนาดใหญ่ของธนาคารโตเกียว-มิตซูบิชิยูเอฟจ รวมถึงลูกค้าระดับภูมิภาคอีกด้วย ช่วยให้ธนาคารเข้าถึงแหล่งทุนที่ต่ำลงและมาตรฐานการดำเนินงานที่เป็นสากลมากขึ้น
"ในอนาคตการแข่งขันทุกธนาคาร ก็ต้องหันมาแข่งขันที่รายย่อย ที่มีมาร์จิน 6-7% ซึ่งขนาดธนาคารใหญ่ๆ ที่มีสินเชื่อขนาดใหญ่ ต้องหันมาทำธุรกิจรายย่อย และธนาคาร ก็มีพันธมิตรอย่างมิตซูบิชิเข้ามา ก็มีสินเชื่อขนาดใหญ่ มีบริษัทยักษ์ใหญ่ในญี่ปุ่น จะเป็นประโยชน์ให้กับธนาคาร ในการทำธุรกิจร่วมกันทั้งสินเชื่อรายใหญ่ และสินเชื่อรายย่อยให้กับบริษัทขนาดใหญ่ของญี่ปุ่น ถือว่าเป็นการเปิดประตูในการเป็นพันธมิตรที่ดี" นายวีระพันธุ์ กล่าว
ด้านนางเจนิส แร แวน เอ็กเคอเรน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรี กล่าวว่า เมื่อควบรวมกันแล้ว ธนาคารจะสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าบริษัทญี่ปุ่นขนาดใหญ่ และให้บริการด้านรายย่อย ให้กับกลุ่มลูกค้าขนาดใหญ่ของญี่ปุ่นได้ ไม่ว่าจะเป็น บัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล เช่าซื้อหรือการเดินบัญชีเงินเดือนให้กับพนักงานของบริษัท รวมถึงการต่อยอดไปลูกค้าเอสเอ็มอีผ่านสินเชื่อซัพพลายเชนได้
นอกจากนี้ ธนาคารตั้งเป้าว่าจะเพิ่มอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นหรืออาร์โออีให้ขึ้นมาอยู่ในอันดับ 1 ใน 3 ของอุตสาหกรรม หรือที่ 18-20%จากปัจจุบันที่มี 13-14% โดยคาดว่าจะเห็นการเพิ่มขึ้นของอาร์โออีตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป
"แม้การรวมกิจการแล้วจะทำให้ขนาดของสินทรัพย์ของธนาคารยังอยู่อันดับ 5 แต่ถือว่าขนาดของสินทรัพย์ก็ยังเพิ่มความห่างจากธนาคารอันดับ 6 มาก แต่สัดส่วนสินเชื่อของธนาคารก็จะเปลี่ยนไป โดยภายหลังการควบรวมแล้วสัดส่วนสินเชื่อรายใหญ่และเอสเอ็มอี รวมกันจะเพิ่มขึ้นเป็น 60% และรายย่อย 40% จากปัจจุบันที่สัดส่วนสินเชื่อรายใหญ่และเอสเอ็มอยู่ที่ 50% และรายย่อย 50%" นางเจนิสกล่าว
สำหรับการขยายสินเชื่อของธนาคารในปีนี้คาดว่าจะเติบโตในระดับ 11-12% จากปีก่อน หลังจากช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาสินเชื่อขยายตัวได้แล้ว 7.1% ซึ่งในช่วงไตรมาส 4 เป็นช่วงฤดูกาลสินเชื่อที่จะมีความต้องการเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก
ขณะเดียวกันธนาคารตั้งเป้าหมาย ที่จะควบคุมระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล ให้อยู่ในระดับต่ำกว่า 2.5% ของสินเชื่อรวม โดยในช่วงที่เหลือของปีธนาคารยังมีแผนที่ จะขายเอ็นพีแอลออกไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ต่อเนื่อง โดยในช่วงกลางเดือนธ.ค.นี้ ธนาคารจะขายเอ็นพีแอลอีกประมาณ 1.9 พันล้านบาท
"ในช่วงไตรมาส 3 ที่ผลประกอบการออกมาต่ำกว่าที่คาดไว้ เนื่องจากผลกระทบจากเอ็นพีแอลใหม่ที่เพิ่มขึ้น และมีการปรับโครงสร้างหนี้ ทำให้ธนาคารมีภาระในการตั้งสำรองพิเศษเพิ่มขึ้น ซึ่งก็เป็นการตั้งสำรองตามแนวทางอนุรักษนิยม" นางเจนิสกล่าว






