วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความเป็นเลิศ'อุตสาหกรรมการเกษตร'วิถีซามูไร

แนวทางรับมือโลกที่เปลี่ยนแปลงของญี่ปุ่น คือ การพัฒนาสายพันธุ์ การวิจัยพัฒนาเพื่อสร้างคุณค่าและเพิ่มมูลค่าให้สินค้า และสร้างตลาดใหม่

ภาพ--จากซ้ายไปขวา Sakae Shibusawa ,Hajime Matsuo และ Mikio Umeda

แม้ได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศระดับแนวหน้า ในเรื่องของการวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ การพัฒนาเทคโนโลยี และครองความเป็นเจ้าตลาดในธุรกิจด้านรถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร ฯลฯ ในทางตรงข้ามญี่ปุ่นนั้นยังเหนือชั้นทางด้านอุตสาหกรรมการเกษตรอีกด้วย ในวงเล็บที่ว่าด้วยทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด

เมื่อไม่นานมานี้ "เอพีโอ" หรือ องค์การเพิ่มผลผลิตแห่งเอเชีย ( Asian Productivity Organization-APO) ได้ช่วยคลายในข้อสงสัยที่ว่า เขาทำได้อย่างไร? โดยการพาไปเยี่ยมชม Best Practice และได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับหน่วยงานตลอดบุคคลที่เกี่ยวข้องในแวดวงอุตสาหกรรมการเกษตรของประเทศญี่ปุ่น

โดยในวันแรกนั้นก็มีผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการที่มีชื่อเสียงของประเทศญี่ปุ่น มาช่วยถ่ายทอดความรู้ รวมถึงมุมคิดที่น่าสนใจ ประกอบด้วย Mr.Hajime Matsuo , Agriculture,Forestry and Fisheries Research Council,Ministry of Agriculture,Forestry and Fisheries (MAFF) Dr.Sakae Shibusawa, Tokyo University of Agriculture and Technology และ Dr.Mikio Umeda, Kyoto University

ญี่ปุ่นได้รับความยอมรับว่าเป็นอีกหนึ่งประเทศต้นแบบในเรื่องของ Precision Agriculture

เมื่อค้นดูคำๆ นี้ ก็พบว่าแวดวงเกษตรไทยมันเรียกว่า การทำเกษตรกรรมความแม่นยำสูง หรือ เกษตรอัจฉริยะ หมายถึง มีการบริหารจัดการผืนดินไร่นา ตลอดจนฟาร์มเกษตร ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า

ทั้งนี้สิ่งที่มุ่งเน้นก็คือ ความแม่นยำ และความเหมาะสม เช่น ชนิดของพืชที่ปลูก สัตว์ที่จะเลี้ยง ต้องให้มีความสอดคล้องกับสภาพของพื้นที่โดยรวม หรือการหว่านเมล็ดพืช และการให้ปุ๋ยแต่ละทีก็ต้องคำนึงถึงสภาพของดินบริเวณนั้น เป็นต้น การทำเกษตรในทุกๆ กระบวนการจะถูกกฏเรื่องความแม่นยำครอบคลุมอย่างรอบด้าน

ว่ากันว่า เกษตรกรรมอัจฉริยะ หรือเกษตรแม่นยำนั้นเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และนำไปสู่ความยั่งยืน

เพราะข้อมูลที่เกิดจากเทคโนโลยีที่ช่วยวัดอุณหภูมิ ความชื้นในอากาศ ความชื้นในดิน ทั้งยังช่วยหาแร่ธาตุในดิน ฯลฯ ช่วยทำให้เกิดการบริหารจัดการที่ดี ชาวนานจะรู้ว่าควรรดน้ำหรือให้ปุ๋ยในปริมาณเท่าไหร่ จึงทำให้ไม่เกิดความสูญเสียทรัพยากรโดยไม่จำเป็น และลดการทำให้สภาพแวดล้อมนั้นเสื่อมโทรมลง

ลำพังเพียงประสบการณ์ และสัญชาติญานของเกษตรกรคงไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นมาได้ แต่เทคโนโลยีช่วยได้

อย่างไรก็ดี หากเทคโนโลยีจะดีเพียงไร แต่ถ้าผู้ใช้หรือชาวนาใช้ไม่ได้หรือใช้ไม่เป็น มันก็คงเป็นเพียงสิ่งของที่ไร้ค่า คงเหมือนคำถามโลกแตกที่ว่าไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน อะไรสำคัญกว่ากัน อย่างไรก็ดีชาวนาญี่ปุ่นนั้นมีความรู้ มีความทันสมัย ไฮเทค ซึ่งทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ พวกเขาคือ "ชาวนาอินเตอร์เน็ต"

เกษตรกรญี่ปุ่นไม่เพียงแค่ทำนา ทำไร่ ทำสวน ทำฟาร์มเท่านั้น แต่ยังทำตัวเป็นผู้ประกอบการ ด้วยการไปสำรวจเพื่อให้เข้าใจถึงความต้องการของผู้บริโภคอีกด้วย

ซึ่งวงจรในการทำเกษตรอัจฉริยะประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ ดังนี้ เริ่มจากขั้นตอนในการเก็บข้อมูลทั้งเรื่องดิน น้ำ สภาพภูมิอากาศ นำมาบันทึกเก็บไว้ในฐานข้อมูล จากนั้นก็เป็นขั้นตอนในการนำข้อมูลมาทำการวิเคราะห์ เพื่อวางแผนจัดการ แล้วไปสู่ขั้นตอนปฏิบัติการตามแผนที่วางไว้ สุดท้ายก็คือขั้นตอนในการประเมินผลเพื่อหาโอกาสความเป็นไปได้ และนำไปสู่การปรับปรุงพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น

เกษตรอัจฉริยะยังช่วยลดความ "จำกัด" ที่มีอยู่อย่างมากมายในประเทศญี่ปุ่น เช่น จำนวนพื้นที่การเพาะปลูก สภาพดินฟ้าอากาศ แน่นอนหายนะที่เกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติ

คงจำกันได้ถึงสึนามิในปี 2554 ที่สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงให้กับเขตมิยากิ ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งในเวลานี้รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังนำเอาแนวคิดเกษตรอัจฉริยะไปฟื้นฟูพื้นที่เกษตรในเขตดังกล่าว เพราะในเรื่องของการแยกเศษหินปูนทราย น้ำเค็ม สารเคมี สารกัมมันตรังสีออกจากดินและการทำให้ดินฟื้นตัวนั้น ต้องอาศัยระยะเวลาและความแม่นยำ

เกษตรอัจฉริยะยังช่วยลดอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่มีอยู่สืบเนื่องยาวนานสำหรับประเทศญี่ปุ่น นั่นคือ การขาดแคลนแรงงานภาคเกษตร แต่ถ้าหากผู้ที่มีโอกาสไปเยือนประเทศญี่ปุ่น สิ่งหนึ่งที่จะเห็นได้อย่างชัดเจนและคงไม่สามารถใช้สำนวนที่ว่า "หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน" ได้ ก็คือ ชาวนาของเขาทำนาด้วยเครื่องยนต์กลไก ซึ่งรถไถของพวกเขาก็มากประโยชน์สามารถทำได้ทั้งการเพาะหว่าน การใส่ปุ๋ย การเก็บเกี่ยว มิหนำซ้ำยังไม่จำเป็นต้องมีคนขับหรือคนมาคอยควบคุมอีกด้วย

นอกจากเทคโนโลยีแล้วอีกเรื่องที่มีความสำคัญก็คือ ข้อกำหนดมาตรฐาน ซึ่งสำหรับทางการเกษตรทั่วโลกแล้ว GlobalGAP เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี และเป็นมาตรฐานที่ไม่ได้บังคับแต่ทำโดยความสมัครใจ ซึ่งหัวใจสำคัญอยู่ที่เรื่องของการไม่ใช้สารกำจัดศัตรูพืชในกระบวนการผลิตที่เป็นอันตรายเกินกำหนดและต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ส่วนผู้ผลิตและคนทำงานต้องได้รับการดูแลให้มีความปลอดภัย ตลอดจนผู้บริโภคเองก็ต้องปลอดภัยจากการบริโภคเช่นกัน

การเกษตรของประเทศญี่ปุ่น ไม่ใช่การรอคอยความเมตตาจากดินฟ้าอากาศ แต่ความสำเร็จขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ และการพัฒนาต่ออย่างไม่หยุดยั้ง

แต่จะเก่งแค่ไหนก็คงหนีไม่พ้นความท้าทาย ในเวลานี้ประเทศญี่ปุ่นเองกำลังเผชิญหน้ากับแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงในหลายต่อหลายเรื่องที่จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเกษตร ดังต่อไปนี้

เริ่มจากพฤติกรรมของประชาชนคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการมีรูปร่างที่ดีจึงลดการบริโภคข้าวแต่หันไปนิยมบริโภคเนื้อสัตว์แทน

ค่าเฉลี่ยอายุของเกษตรกรญี่ปุ่นสูงขึ้น ปัจจุบันคือตัวเลข 66 ปี ขณะที่ทัศนคติของคนรุ่นใหม่ไม่สนใจสืบต่อการทำเกษตรของครอบครัวแต่หันไปเป็นมนุษย์เงินเดือน จนเป็นผลทำให้โครงสร้างของการถือครองผืนดิน จากเดิมที่ตัวเกษตรกรเองเป็นผู้เพาะปลูกก็เปลี่ยนเป็นการให้เช่า

รวมไปถึง ภาวะโลกร้อน ที่จะสามารถทำให้ทุกอย่างพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ส่วนแนวทางในการรับมือของประเทศญี่ปุ่น หลักๆ ก็คือ การพัฒนาสายพันธุ์ไม่ว่าพืชหรือสัตว์ให้มีผลผลิตสูง ต้านทานโรคเเมลง รวมถึงสภาพที่เปลี่ยนแปลงไปให้ดียิ่งๆ อีกทั้งยังมุ่งเน้นในเรื่องการวิจัยพัฒนาเพื่อ สร้างคุณค่าและเพิ่มมูลค่าเพื่อสร้างตลาดใหม่ให้กับสินค้าทางการเกษตรอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

แน่นอนว่า ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ย่อมอาศัยพลังแห่งความร่วมของคนทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ซึ่งดูเหมือนว่าประเทศญี่ปุ่นมีข้อจำกัดอยู่ไม่มากในเรื่องนี้

-------------------------------------

ล้อมกรอบ

องค์การเอพีโอ คือ

เอพีโอ เป็นองค์การระหว่างประเทศของรัฐบาลในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิค ที่จัดตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1961 เป็นองค์กรที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ไม่หวังผลกำไร และไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติหรือความแตกต่าง

มีวัตถุประสงค์ เพื่อเพิ่มผลผลิตและเร่งรัดการพัฒนาทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิค โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกและดำเนินการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ โดยรับบทบาทเป็นองค์กร ผู้ให้คำปรึกษาและรวบรวม ข่าวสารการปรับปรุงการเพิ่มผลผลิต

ปัจจุบันสมาชิกองค์การเพิ่มผลผลิตแห่งเอเชีย ประกอบด้วยประเทศสมาชิก 20 ประเทศ โดยมีสมาชิกผู้ก่อตั้งจำนวน 8 ประเทศ ประกอบด้วยประเทศจีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลี เนปาล ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ และไทย ภายหลัง จึงมีอีก 10 ประเทศเข้าร่วมสมทบคือ ฮ่องกง อิหร่าน เวียดนาม ศรีลังกา อินโดนีเซีย สิงคโปร์ บังคลาเทศ มาเลเซีย ฟิจิ มองโกเลีย ลาว และกัมพูชา