วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หอค้าชี้ส่งออกโตต่ำรอบ4ปี

หอการค้าปรับเป้าส่งออก คาดโตทั้งปี 1.31% ต่ำสุดรอบ 4 ปี ตามเศรษฐกิจโลก คาดปีหน้าเริ่มฟื้นตัว คาดโตได้ 5.48%

ศูนย์การศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้า เป็นสำนักวิจัยล่าสุดที่มีการปรับเป้าภาคส่งออกของไทย หลังจากก่อนหน้านี้ สำนักวิจัยและหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ทั้งภาครัฐและเอกชนได้ปรับเป้าส่งออก รวมทั้งเป้าการขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลงไปแล้ว

การส่งออกของไทยเป็นไปในทิศทางเดียวกับภูมิภาคเอเชีย โดยรอยเตอร์ รายงานว่า ยอดส่งออกของประเทศผู้ส่งออกที่ใหญ่ที่สุด 7 แห่งในเอเชียตะวันออกเติบโตเพียง 0.8% ในไตรมาส 3 โดยได้รับแรงหนุนจากยอดส่งออกสู่สหรัฐที่พุ่งขึ้น 3.1% ในไตรมาส 3 ของปีนี้เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2555 โดยประเทศผู้ส่งออกที่ใหญ่ที่สุด 7 แห่งในเอเชียตะวันออกได้แก่ ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน ไทย ฮ่องกง และสิงคโปร์

นายอัทธ์ พิศาลวานิช คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์ฯ กล่าวว่าการส่งออกของไทยทั้งปี 2556 คาดว่าจะขยายตัวเพียง 1.31% มูลค่า 232,248 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นอัตราขยายตัวต่ำสุดในรอบ 4 ปีนับตั้งแต่ปี 2553 สาเหตุสำคัญมาจากอัตราขยายตัวช่วงต้นปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับต่ำ จากเศรษฐกิจในประเทศคู่ค้าชะลอตัวและส่งผลให้ส่งออกลดลง

"เป้าการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์ที่คาดว่าทั้งปีนี้จะขยายตัว 4% มีโอกาสเป็นไปได้ยากมาก เพราะอีก 3 เดือนจากนี้ ต้องส่งออกแต่ละเดือนขยายตัว 15% มูลค่าไม่ต่ำกว่า 2.28 หมื่นล้านดอลลาร์ ที่ผ่านมาการส่งออกที่มีมูลค่าสูงสุดของไทยอยู่ที่ 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์เท่านั้น"

นายอัทธ์กล่าวว่าการส่งออกของไทยในปีนี้ยังเป็นบวก เนื่องจากในไตรมาส 4 ปี 2556 ขยายตัว 5.12% มูลค่า 60,108 ล้านดอลลาร์ จากปัจจัยที่ตลาดสำคัญหลายแห่งเริ่มฟื้นตัว ได้แก่ สหรัฐที่คาดไตรมาส 4 ปีนี้จะขยายตัวได้ 9.87% สหภาพยุโรป ขยายตัว 9.93% และอาเซียน (เดิม) 10.87% ส่วนตลาดญี่ปุ่น คาดจะติดลบที่ 5.76% ซึ่งเป็นการส่งออกที่ติดลบต่อเนื่อง 3 ไตรมาส เช่นเดียวกับตลาดจีน และอินเดีย ที่ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงการส่งออกของไตรมาส 4

สำหรับการส่งออกปี 2557 จะขยายตัวได้ 5.48% หรือ ตั้งแต่ 4.0-7.9% มูลค่า 241,502-250,560 ล้านดอลลาร์ โดยปัจจัยสนับสนุนมาจากตลาดสหรัฐที่คาดว่าส่งออกเพิ่มขึ้น 8.39% ตามทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐที่มีแนวโน้มฟื้นตัว สหภาพยุโรป ขยายตัว 5.8% อาเซียนขยายตัว 5.87% ขณะที่ตลาดญี่ปุ่นทิศทางเศรษฐกิจ ยังซบเซาต่อเนื่อง ทำให้ส่งออกติดลบ 0.02% ตลาดจีน ขยายตัวในอัตราชะลอลง 4.44% เพราะเศรษฐกิจภายในของจีน อินเดีย ขยายตัว 8.19%

นายอัทธ์กล่าวว่าราคาสินค้าเกษตร ยังมีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำ โดยเฉพาะข้าว ทำให้ต้องหันมาเน้นการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เช่น รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์จากยาง แต่สินค้าเหล่านี้มีคู่แข่งมาก เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าจากมาเลเซีย สิ่งทอจากอินโดนีเซีย ทำให้ไทยต้องเน้นการพัฒนาด้านคุณภาพสินค้า หากเป็นกลุ่มสินค้าที่มีคู่แข่ง และหันไปส่งเสริมการส่งออกสินค้าอาหาร เพราะไทยมีศักยภาพสูงสุดเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

แนะเอกชนค้าขายผ่านเอฟทีเอเพิ่ม

ขณะที่ปี 2557 ทิศทางค่าเงินของไทย และภูมิภาคต้องติดตามความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจในสหรัฐว่า จะลดการใช้มาตรการ คิวอีหรือไม่ หากไม่ลดลง ก็มีโอกาสที่เงินทุนจะไหลเข้าภูมิภาค และเป็นผลให้เงินบาทแข็งค่า เหมือนต้นปีที่ผ่านมา แต่ถ้าลดการใช้คิวอี ประเมินว่าปัจจัยค่าเงินอาจไม่ใช่ความเสี่ยงในปีหน้า

"การส่งออกปีหน้า แม้จะมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญจากเศรษฐกิจโลกขยายตัวดีขึ้น แต่การแข่งขันทางการค้ายังสูง และการหาตลาดใหม่ ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก จึงอยากเสนอให้ผู้ประกอบการหันใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ให้มากขึ้น จากปัจจุบันมีการใช้เพียง 50% และต้องการเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนให้เอกชน จัดตั้ง Thailand Trading Plaza ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นโชว์รูมสินค้าไทยในต่างประเทศ เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอี และสินค้าโอทอปในการทำตลาด โดยภาครัฐทำหน้าที่เพียงสนับสนุน แต่ให้เป็นการลงทุนโดยเอกชน เพื่อความคล่องตัวการบริหารจัดการ" นายอัทธ์ กล่าว

สรท.เผยออเดอร์ครึ่งแรกปี57ฟื้น

นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า ปี 2557 ผู้ส่งออกตั้งเป้าขยายตัวการส่งออกไทยปี 2557 ที่ 5-7% หลังเริ่มรับรู้ปริมาณคำสั่งซื้อ (ออเดอร์) จากต่างประเทศล่วงหน้าถึงครึ่งปีแรกของปี 2557 (ม.ค. -มิ.ย.) ที่เข้ามาในปริมาณมากกว่าปีก่อน เพราะลูกค้าให้เหตุผลว่า เศรษฐกิจในหลายประเทศ เช่น ยุโรป สหรัฐ จีน ญี่ปุ่น เริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะภาคการบริโภค

ในปีนี้ สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือประเมินส่งออกขยายตัวที่ 1.3-1.4% โดยคาดว่า 3 เดือนที่เหลือของปี (ต.ค.-ธ.ค.) ส่งออกเฉลี่ยเดือนละ 20,000 -20,500 ล้านดอลลาร์

พาณิชย์ทุ่มโฆษณาสินค้าไทย

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวถึงแผนการส่งเสริมและผลักดันการส่งออกสินค้าไทยปี 2557 ว่ามีแผนสร้างภาพลักษณ์ให้กับสินค้าไทยเป็นรายกลุ่มสินค้า โดยจะทำการโปรโมทผ่านนิตยสาร โทรทัศน์และบิลบอร์ดในประเทศเป้าหมาย เพื่อประชาสัมพันธ์ให้สินค้าไทยเป็นที่รู้จักและสร้างการยอมรับต่อสินค้าไทยและประเทศไทย ซึ่งจะทำให้สินค้าไทยส่งออกได้เพิ่มขึ้น และภาพลักษณ์สินค้าไทยดีขึ้นในสายตาต่างประเทศ

"ได้ขอให้ทูตพาณิชย์ในแต่ละประเทศ ไปดูว่าประเทศที่ประจำอยู่ สินค้าไทยอะไร มีขีดความสามารถในการบุกเจาะตลาด ก็จะเข้าไปพีอาร์สินค้าไทยชนิดนั้นๆ ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น และโปรโมทผ่านสื่อเฉพาะของสินค้านั้นๆ เช่น อาหาร จะเน้นหนังสือ นิตยสาร หรือรายการที่เกี่ยวกับอาหาร อัญมณี สิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ ก็จะใช้หลักการเดียวกันนี้ ในการโปรโมท"นางนันทวัลย์ กล่าว

นอกจากนี้ กรมฯยังเน้นการผลักดันการส่งออกสินค้า เจาะลูกค้าเป็นรายกลุ่ม หรือสินค้าที่เป็นเทรนใหม่ของโลก เช่น สินค้ากลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มฮิสแปนิกในสหรัฐฯ กลุ่มลูกค้าสถาบัน เช่น โรงแรม เรือสำราญ สถาบันการศึกษา ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ กลุ่มสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เสื้อผ้า อาหาร ที่มีลักษณะพิเศษ ตอบสนองความต้องการแบบพิเศษ เป็นต้น ซึ่งสินค้าเหล่านี้ เป็นกลุ่มที่มีโอกาสในการส่งออกสูง

เร่งดันตลาดสินค้าออนไลน์

นางนันทวัลย์ กล่าวอีกว่ายังจะให้ความสำคัญกับการทำตลาดแบบออนไลน์ โดยใช้สื่อออนไลน์มาเป็นตัวกลางในการเปิดตลาดให้กับสินค้าไทย เพราะแนวโน้มของโลกได้หันมาซื้อขายสินค้าออนไลน์กันมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันไทยค้าขายออนไลน์ได้แล้วมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท การผลักดันการส่งออกบริการใหม่ๆ เช่น ดิจิทัล คอนเท็นต์ ได้แก่ ซอฟต์แวร์ เกมส์ เอนิเมชั่น เพลง ละคร และภาพยนตร์ รวมถึงบริการอีเว้นต์ ออแกนไนเซอร์ และโรงเรียนสอนหลักสูตรพิเศษ ซึ่งจะเน้นตลาดอาเซียนเป็นหลัก

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆ จัดทำเป้าหมายในการทำงาน และต้องติดตามผลการทำงาน เช่น ต้นปีใครมาติดต่อเพื่อขอให้ช่วยเปิดตลาดสินค้า หรือช่วยหาลู่ทางการทำการค้า การลงทุน สิ้นปีจะต้องติดตามผลว่าเป็นอย่างไร ประสบผลสำเร็จหรือไม่ ซึ่งจะขอใช้เป็นตัวชี้วัดการทำงานด้วย โดยให้เน้นตลาดอาเซียนเป็นพิเศษ เพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)

นอกจากนี้ กรมฯยังมีแผนผลักดันให้ผู้ประกอบการไทย เป็นผู้ค้าระหว่างประเทศ (เทรดเดอร์) โดยทำตัวเป็นคนกลางรับออเดอร์ แล้วนำสินค้าที่ผลิตได้เอง หรือนำสินค้าของผู้ผลิตรายอื่น หรือสินค้าของผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอมอี) สินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (โอทอป) ไปขายไปส่งออก โดยทำตัวเหมือนกับที่สิงคโปร์ทำ และต่อไปให้ขยายไปถึงการเป็นเทรดเดอร์รับคำสั่งซื้อจากประเทศต่างๆ แล้วมาเสาะหาสินค้าไปส่งออก ซึ่งอาจจะเป็นสินค้าในประเทศ หรือสินค้าจากประเทศอื่นๆ ก็ได้

ประเมินปีหน้าส่งออกฟื้น

นางนันทวัลย์ กล่าวว่าแนวโน้มการส่งออกปี 2557 จะมีทิศทางดีขึ้นและขยายตัวได้ดีกว่าปี 2556 เพราะแนวโน้มเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญ ทั้งสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป และญี่ปุ่น มีแนวโน้มดีขึ้น

ตลาดเป้าหมายที่จะให้ความสำคัญในการผลักดันการส่งออก จะเน้นตลาดอาเซียน อาเซียน+6 (จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย) และตลาดที่ไทยทำ FTA เช่น ชิลี เปรู ตลาดสหรัฐ สหภาพยุโรป

ส่วนกลุ่ม BRICS ได้แก่ บราซิล รัสเซีย แอฟริกาใต้ และตลาดใหม่อย่างตะวันออกกลาง แอฟริกา สแกนดิเนเวีย และยุโรปตะวันออก ซึ่งวันที่ 11 พ.ย.นี้ นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ จะประชุมร่วมกับสมาคมการค้าต่างๆ เพื่อร่วมกันจัดทำแผนผลักดันการส่งออก และกำหนดเป้าหมายการส่งออกในปี 2557 ร่วมกัน

เวิลด์แบงก์จ่อปรับเป้าส่งออก

น.ส.กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลกในไทย กล่าวถึงการพิจารณาปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยของธนาคารโลกว่าจะทำตามกรอบเวลาอีกครั้งในเดือนธ.ค.ปีนี้ เพราะตัวเลขการส่งออกล่าสุดของไทยที่ออกมาลดลงน่าตกใจ ซึ่งธนาคารโลกเคยคาดไว้ว่าการส่งออกของไทยจะโต 2.5% ในปีนี้ และมองว่าการนำเข้าของไทยมีมากกว่า 2.5% เช่นกัน

"9เดือนผ่านไปปีนี้ ส่งออกโตแค่ 0.05% เฉพาะไตรมาส 3 ติดลบ 1.7% นำเข้าก็ติดลบ 2% ทั้งปีนี้ส่งออกไม่น่าจะโตถึง 2.5% ตามที่เคยคาดการณ์ไว้แล้ว ในปีหน้าธนาคารโลกคาดว่าเศรษฐกิจไทยไม่ถึงกับแย่ แต่ยังไงเดือนธ.ค.คงต้องดูกันอีกที แต่ปีหน้าโอกาสที่เศรษฐกิจจะขยายตัวต่ำเกิดขึ้นได้ เป็นความเสี่ยงหากเศรษฐกิจโลกไม่ได้โตตามคาด ไทยอาจโตไม่ถึง 4.5%ปีหน้า ส่วนปัจจัยเสี่ยงในประเทศคือการลงทุนภาครัฐและการบริหารจัดการน้ำอาจไม่สามารถลงทุนได้ตามคาดไว้" น.ส.กิริฎา กล่าว

ส่งออกเอเชียตะวันออกรวมไทยโต0.8%

ส่วนภาคส่งออกของเอเชียยังคงอยู่ในภาวะเฉื่อยชามานาน 2 ปี ขณะที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว และสิ่งนี้ทำให้เกิดความกังวลกันว่า เอเชียอาจสูญเสียประสิทธิภาพทางการแข่งขัน และเอเชียอาจจะไม่สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากได้โดยง่ายดาย

รอยเตอร์ รายงานว่า ยอดส่งออกของประเทศผู้ส่งออกที่ใหญ่ที่สุด 7 แห่งในเอเชียตะวันออกเติบโตเพียง 0.8% ในไตรมาส 3 บ่งชี้ถึงแนวโน้มที่น่ากังวลสำหรับเอเชียตะวันออก เพราะยอดส่งออกรวมครองสัดส่วนสูงกว่า 1 ใน 3 ของผลผลิตทางเศรษฐกิจของประเทศกลุ่มนี้ ทั้งนี้ยอดส่งออกของเอเชียเคยเติบโตขึ้นแตะจุดสูงสุดในปี 2553 ขณะที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวขึ้นจากวิกฤติการเงิน แต่หลังจากนั้นยอดส่งออกก็ชะลอการเติบโตลงรวดเร็ว และยังไม่ฟื้นตัวขึ้นจนถึงปัจจุบัน

นายทิม คอนดอน หัวหน้าฝ่ายวิจัยตลาดการเงินของบริษัทไอเอ็นจี กล่าวว่า ยอดส่งออกไม่ได้เติบโตขึ้นในช่วงสองปีที่ผ่านมา โดยเกิดจากการจับจ่ายใช้สอยที่อ่อนแอในตลาดโลก

สำนักงานสำมะโนประชากรของสหรัฐระบุว่า เอเชียครองส่วนแบ่งมากขึ้นในยอดนำเข้าของสหรัฐนับตั้งแต่ปี 2545 และยอดส่งออกของจีนก็เติบโตขึ้นต่อเนื่อง ตั้งแต่จีนเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกในปี 2544

นางโจฮันนา ฉั่ว หัวหน้าฝ่ายวิจัยตลาดและเศรษฐกิจเอเชียในซิตี้กรุ๊ป กล่าวว่า "ไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือที่แสดงให้เห็นว่า ภาคส่งออกของประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชียมีประสิทธิภาพทางการแข่งขันลดลง" และกล่าวว่าการที่ยอดนำเข้าของสหรัฐฟื้นตัวขึ้นอย่างเฉื่อยชาสะท้อนภาวะไม่สมดุลในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐ เพราะการฟื้นตัวดังกล่าวได้รับแรงกระตุ้นหลักจากภาคที่อยู่อาศัยและก๊าซธรรมชาติจากหินดินดาน แทนที่จะได้รับแรงกระตุ้นหลักจากการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคหรือการลงทุนทางธุรกิจ

นางฉั่ว กล่าวว่า "การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในสหรัฐไม่ใช่การฟื้นตัวในวงกว้าง"