"สุข" ก้อนใหญ่ ของ ศิลปินเพื่อสังคม

"สุข" ก้อนใหญ่ ของ ศิลปินเพื่อสังคม

เขาคือศิลปินที่ใช้ความรู้ไปสร้างคุณค่าให้แก่สังคมบทเรียนจากการทำงานตกผลึกความคิดว่าหัวใจของการพัฒนาไม่ได้อยู่ที่เงินแต่คือใช้ปัญญาและเข้าใจ

“ปัญญานี่แหล่ะเป็นเรื่องสำคัญ ทำอย่างไรถึงจะเอาปัญญาที่มีอยู่ ลงไปช่วยคนที่เขาต้องการได้”

ถ้อยคำจาก “รศ.ปรีชา ปั้นกล่ำ” ศิลปินนักพัฒนาสังคม ที่สะท้อนมุมคิดเมื่อครั้งร่วมเป็นหนึ่งในศิลปินและที่ปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์ ให้กับโครงการสร้างตราสินค้าเชิงสร้างสรรค์ สำหรับผลิตภัณฑ์ OTOP ปี 2556 โดย สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED)

เขาทำหน้าที่เป็นโค้ชให้กับแบรนด์ “ยิ้มกั๋นเต๊อะ” ประติมากรรมกระปุกออมสิน ชวนยิ้ม ชวนทำดี จากจังหวัดลำปาง และแบรนด์ “KHURN” (เขิน) ของตกแต่งและของที่ระลึกที่ประยุกต์มาจากศิลปะเครื่องเขินแห่งเมืองล้านนา โอทอปจากเมืองเชียงใหม่

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้ใช้ความรู้ทางด้านศิลปะ มาทำงานเพื่อสังคม ลองนับนิ้วดูเวลาก็ผ่านมากว่าสิบปีแล้ว

“ผมเริ่มทำงานนี้ตั้งแต่ช่วงที่ประเทศไทยเกิดวิกฤติปี 40 ผมเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย อยู่ในหน่วยงานราชการ เลยมีโอกาสนำความรู้ทางด้านศิลปะไปอบรมวิชาชีพให้กับชาวบ้าน ตอนนั้นเองที่เริ่มคลุกคลีกับองค์ความรู้พื้นบ้าน ภูมิปัญญา ซึ่งแฝงอยู่ในพื้นถิ่นต่างๆ แล้วเกิดความรักและหลงใหลในของพวกนี้มากๆ”

จากบทบาทของอาจารย์ประจำภาควิชาประยุกต์ศิลปะศึกษา คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และมีฝีมือเรื่องการสร้างสรรค์งานศิลปะร่วมสมัย จนเมื่อได้พบกับ “ภูมิปัญญา” ที่ฝังรากลึกอยู่ในพื้นถิ่นต่างๆ จึงเกิดความสนใจ และมองว่าน่าจะสานความรู้ด้านศิลปะร่วมสมัยเข้ากับภูมิปัญญาเหล่านี้ได้ เพื่อสร้างสิ่งใหม่ที่เกิด "คุณค่า" และสร้าง "อัตลักษณ์" ให้กับชุมชน

“การจะทำงานเช่นนี้ได้ เราต้องเสียสละพอสมควร เพราะแนวทางที่ทำอยู่เดิมนั้น นับว่าสั่งสมมานาน และทำได้ดีอยู่แล้ว ขณะที่งานนี้แม้จะมีค่าตอบแทน แต่ก็นับว่าเล็กน้อยมาก แต่ที่ผมเลือกแบ่งเวลามาทำเรื่องเหล่านี้ เพราะมันมีความสุข สุขที่ได้เห็นว่าตัวเราเองสามารถทำให้ใครสักคนมีชีวิตที่ดีขึ้นได้”

เขาสะท้อนความคิด แทนคำตอบที่แม้ถึงวันนี้ก็ยังคงแบ่งเวลาจากการสอนมาทำงานให้กับภาคสังคม ซึ่งนอกจากไปเป็นวิทยากร ร่วมอบรมวิชาชีพแก่ชุมชน ยังรวมถึงร่วมพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ในพื้นที่ต่างๆ จนวันหนึ่งก็กลายมาเป็นเจ้าของพิพิธภัณฑ์เสียเอง ที่มีชื่อและคอนเซ็ปต์สุดเก๋ว่า “พิพิธภัณฑ์ศิลปะนกฮูก Owl Art Museum” แหล่งท่องเที่ยวและศูนย์การเรียนรู้งานศิลปะและการออกแบบที่มีรูปแบบและแรงบันดาลใจมาจาก “นกฮูก”

“มันเกิดจากอาการเก็บกด เวลาไปเป็นวิทยากรตามที่ต่างๆ แล้วต้องบอกกับทุกคนว่าให้คิดสร้างสรรค์นะ เราพยายามผลักดันตัวเองให้เป็น Creative Economy แต่ลองเหลียวหลังดู เราไม่มีฐานอะไรเลย ไม่มีแหล่งเรียนรู้ ไม่มีใครเก็บรักษาไว้ แล้วคนของเราจะไปเอาความรู้ที่ไหนมาพัฒนา จะเอาอะไรมาสร้างสรรค์ ที่มีอยู่แล้วก็หยิบมาใช้อะไรไม่ได้”
สิ่งที่เขาพยายามทำตลอดที่ผ่านมา คือ เสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลองสร้างแหล่งเรียนรู้ หรือพิพิธภัณฑ์ด้านศิลปะขึ้น เพื่อให้คนเข้ามาศึกษาเรียนรู้ได้ แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น

“ผู้ใหญ่จะคิดแบบใหญ่โตมโหฬาร ใช้เงินกันเยอะๆ ซึ่งเอาเข้าจริงมันทำไม่ได้หรอก เลยคิดว่าถ้าอย่างนั้นผมทำให้ดูเอง ทำจากเล็กๆ ด้วยเงินไม่กี่บาทของผมนี่แหล่ะ เพื่อที่จะให้เกิดเป็นแหล่งเรียนรู้ขึ้น แล้วให้ทุกคนเห็นว่า ถ้าแหล่งเรียนรู้แบบนี้มีอยู่ในทุกชุมชน เราก็จะมี “ปัญญา” เกิดอยู่ทั่วประเทศ”

เขาบอกความคิด ก่อนขยายความว่าจากแค่แหล่งเรียนรู้ ที่เริ่มได้ด้วยเงินไม่กี่บาท ยังสามารถไปส่งเสริมชุมชนในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นสร้างฐานรากให้กับชุมชน จนถึงอาจพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สร้างมูลค่าคืนสู่ชุมชนได้อีกด้วย

แล้วพิพิธภัณฑ์ศิลปะนกฮูกก็ถือกำเนิดขึ้น เพื่อเปิดให้ผู้คนได้เข้ามาเรียนรู้ และรับแรงบันดาลใจ เวลาเดียวกันก็ได้เข้าไปร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสร้างศูนย์การเรียนรู้ในพื้นที่ต่างๆ เช่น พิพิธภัณฑ์หัตถกรรมอรัญญิก ที่จังหวัดอยุธยา
ศิลปินนักพัฒนา สะท้อนความคิดจากประสบการณ์ให้ฟังว่า การสร้างศูนย์เรียนรู้ให้เกิดและยั่งยืนได้นั้น ก่อนเข้าไปทำจะต้องมีการสำรวจวิจัย ค้นหาความจริงในชุมชนนั้นๆ เสียก่อน ทั้งข้อมูลเอกสารและการพูดคุยกับชาวบ้าน เพื่อขุดคุ้ยประวัติศาสตร์ที่มีอยู่แล้วรวบรวมไว้ด้วยความเป็นกลางที่สุด ที่สำคัญต้องให้ชุมชนทำ ไม่ใช่ลงไปทำทุกอย่างแทนชุมชน

“ผมมีวิธีการทำงานแบบนี้ว่า จะไม่เอาทีมลงไปเยอะ แต่จะให้ชาวบ้านทำ ผมเป็นแค่คนประสาน แค่เอาองค์ความรู้ไปช่วยเหลือ ไปยกระดับเขาขึ้นมา แต่สุดท้ายแล้วเขาต้องเป็นคนทำ ไม่ใช่เราที่ต้องไปนั่งทำให้เขา นี่ต่างหากที่จะทำให้เกิดแหล่งเรียนรู้ที่ชุมชนได้ประโยชน์อย่างแท้จริงและเขาจะดูแลรักษามันด้วยตัวเอง แม้เราออกมาแล้ว”

การพัฒนาต้องเป็นหน้าที่ของชุมชน ไม่ใช่ความคิดหรือความต้องการของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง จึงจะเป็นการพัฒนาที่ชุมชนได้ประโยชน์และเกิดความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง นั่นคือสิ่งที่ตกผลึกจากความคิดของเขา

ท่ามกลางความตื่นตัวของกระแส CSR ปลุกหน่วยงานมากมายให้ลุกมาทำความดีเพื่อสังคม ศิลปินตัวเล็กๆ ส่งเสียงบอกความคิดว่า

“คอนเซ็ปต์ของ CSR มันดีนะ แต่เรื่องวิธีการอยากให้ลงลึกมากกว่านี้ แล้วก็ขอให้มีเจตนาที่ดีจริงๆ ไม่ใช่แค่ลงไปถ่ายรูปเป็นข่าวแล้วก็จบ แต่ลงไปทำกิจกรรมทุกครั้งขอให้นึกถึงชาวบ้านด้วย ไม่ใช่แค่เอาเม็ดเงินลงไป เอาคนลงไป เสร็จแล้วพอคุณกลับมา ทุกอย่างร้างว่างเปล่าหมด ตอนผมลงไปฝึกอาชีพ เห็นเลยว่าอุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ ถูกทิ้งร้างเยอะมาก นั่นเพราะว่าไม่ใช่วิสัยของคนในชุมชน ไม่ได้เป็นธรรมชาติหรือวัฒนธรรมของเขา พอจบโครงการเขาไม่ได้ใช้ ตัวเครื่องก็ขึ้นสนิม ซึ่งผมว่าน่าเสียดายมาก”

เขาบอกภาพความจริงที่เกิดขึ้น กับกิจกรรมทำดีที่หน่วยงานต่างๆ ลงไปช่วยเหลือชุมชน ที่แม้จะทำด้วยความจริงใจแค่ไหน แต่ถ้าขาดความเข้าใจในความต้องการหรือปัญหาของชุมชนแล้ว ความหวังดีเหล่านั้นก็อาจไม่ส่งผลถึงชุมชนและสังคมอย่างแท้จริง

ขณะที่คนตัวเล็กๆ ในสังคม ก็สามารถลุกมาทำอะไรดีๆ เพื่อสังคมได้ โดยไม่ต้องรอให้มีเงินมากมาย ขอแค่มีใจ ก็เริ่มทุกอย่างได้แล้ว

“ขอแค่มีใจรัก ที่จะเห็นการพัฒนาอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับสังคม โดยสิ่งที่ไปทำนั้นอาจเหนื่อยกว่าวิชาชีพที่เราเป็นอยู่ เพราะต้องทุ่มเททั้งเวลา แรงกาย แรงใจ แล้วบางครั้งก็ต้องยอมขาดทุนด้วย ซึ่งคงต้องเริ่มจากการมองประโยชน์ของสังคมก่อนกระบวนการหรือวิธีการ นั่นคือให้มองไปถึงประโยชน์ตรงปลายสุด แล้วค่อยๆ หาวิธีทำเพื่อไปสู่จุดมุ่งหมายนั้น โดยไม่ต้องกลัวว่ามันจะเล็ก หรือใหญ่ ขอแค่ให้ได้เริ่มต้น จากเล็กก็สามารถไปสู่สิ่งที่ใหญ่โตได้ในอนาคต”

เขาทิ้งท้ายไว้ ก่อนบอกแรงบันดาลใจที่มาทำงานภาคสังคมว่า เกิดจากพื้นฐานชีวิตที่เคยลำบากมาก่อน และเข้าใจความลำบากนั้นดี จึงคิดว่าเมื่อวันนี้มีความรู้ หรือมีอะไรที่พอจะช่วยเหลือคนอื่นได้ ก็พร้อมที่จะลงมือทำ โดยไม่ต้องเบียดเบียนตัวเองและครอบครัวมากมายนัก

เพื่อผลสุดท้ายปลายทางจะได้ซึ่ง “ความสุขที่แท้จริง” ตอบแทนสู่คนทำงานอย่างเขา

.........................................