วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สร้างสรรค์ ต้องไม่ รวมศูนย์ วิธีคิด วิบูลย์ ลีรัตนขจร

การรวมศูนย์จะทำให้ไม่สามารถเอาชนะคู่แข่งได้ เพราะผลงานที่ผลิตออกมาในแต่ละครั้งจะมีลายเซ็นต์เหมือนเดิม

กล่าวกันว่า "ศิลปะ" นั้นว่าด้วยเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก ซึ่งงานผลิตรายการทีวี วิทยุ กระทั่งการจัดอีเวนท์ต่างๆ ก็ล้วนเป็นงานศิลปะ

วิบูลย์ ลีรัตนขจร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซิร์ช เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด กล่าวว่าในการบริหารจัดการจึงไม่ควรเป็นลักษณะ "กระจุก" แต่ต้อง "กระจาย" เพื่อเปิดอิสระทางความคิดให้กับทีมงาน (บริษัทในกลุ่มเซิร์ซฯมีอยู่ด้วยกัน 5 บริษัท)

"หากเราบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ ผลงานที่ผลิตออกมาก็จะมีลายเซ็นต์เหมือนเดิม เช่น ถ้าเราใช้คนๆ เดิมจัดคอนเสิร์ตทุกๆ ครั้งมันก็จะมีหน้าตาเหมือนเดิม ผมเชื่อว่าการกระจายอำนาจนั้นเป็นวิธีที่จะทำให้เราสามารถเอาชนะคู่แข่งได้"

ขณะที่วิบูลย์บอกว่าปัจจุบันธุรกิจที่เขาทำกำลังประสบปัญหาใหญ่ก็คือ คนในแวดวงขาดแคลนอย่างหนัก ทั้งคนเบื้องหน้า คนเบื้องหลัง ทีมงานขาย ฯลฯ (ขาดแคลนคนดีมีฝีมือจนการดึงตัวข้ามค่ายกลายเป็นเรื่องปกติสามัญ) ในเวลาเดียวกันคนรุ่นใหม่ก็ไม่สามารถพัฒนาทักษะความเชี่ยวชาญขึ้นมาทดแทนได้ ทั้งนี้ก็เพราะทัศนคติของพวกเขานิยมเปลี่ยนที่ทำงาน กระทั่งไม่อาจสั่งสมประสบการณ์และลับคมฝีมือ

ในเวลานี้เอง เซิร์ชฯ จึงกำลังเร่งสร้างบรรยากาศ "องค์กรแห่งความสุข" มุ่งเน้นภาพความเป็นครอบครัวเป็นพี่เป็นน้อง พนักงานมีโอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และในเวลาเดียวกันก็ต้องมีภาพขององค์กรที่ "สมาร์ท" เพื่อดึงดูดใจบรรดาเด็กที่จบใหม่ด้วย

"การหาคนเข้ามาร่วมงาน ผมจะมองที่ใจคนก่อน สมองมาที่หลัง เพราะเชื่อว่าสมองเป็นเรื่องที่ฝึกกันได้ แต่ใจต้องมุ่งมั่น มีความอดทน ถ้าให้ผมเลือกระหว่างคนเก่งกับคนดี ผมเลือกคนดีก่อน พร้อมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น ทำงานเป็นทีมได้ และต้องมีใจให้กับคนอื่น และพร้อมที่จะทำงานแบบพี่แบบน้อง บริษัทผมไม่ต้องการความหวือหวา"

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า วันนี้เซิร์ชฯวางตัวชัดเจนว่าจะเป็น "คอนเทนท์โปรไวเดอร์" รองรับ "เออีซี" รวมไปถึง "ทีวีดิจิทัล"

ซึ่งวิบูลย์คาดว่าเซิร์ชฯ ในอนาคตอันใกล้ขยายตัวมากกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว เขามองว่าการเกิดขึ้นของเออีซีนั้น จะทำให้เกิดความต้องการกิจกรรมบางประเภทและทำให้คนในบางสายอาชีพเป็นที่ต้องการ เช่น อีเว้นท์งานเปิดตัวสินค้าในประเทศแถบอาเซียน และพรีเซ็นเตอร์ เป็นต้น

"เราเริ่มรับคนเพื่อมาขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าวตั้งแต่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว จากเดิมเราเคยมีพนักงานแค่ 70 คน ในเวลานี้ก็เพิ่มอยู่ในราว ๆ 300 คน แต่ที่สุดก็ยังไม่พอ"

คนเก่าต่อยอด คนใหม่ต้องอาศัยความอดทน

ไม่ต่างจากธุรกิจอื่น ๆ นี่คือเหตุผลที่วิบูลย์อธิบายว่าทำไมวงการมีเดียจึงต้องมีการซื้อตัว แย่งตัวคนที่มีประสบการณ์รวมถึงคนที่มีชื่อเสียง (ทั้งคนเบื้องหน้าและเบื้องหลัง)

" ชื่อเสียงของคน มาพร้อมกับความเชื่อถือ คนเบื้องหน้าที่ประสบความสำเร็จจากที่อื่นๆ มาแล้ว จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้นได้ง่ายกว่า เพราะเขามีฐานคนดูที่จะตามมาดูเขาต่อ พอเราได้ทำงานร่วมกับความเชี่ยวชาญและความสามารถของเขาก็ช่วยทำให้การทำงานง่ายขึ้นด้วย เขาช่วยต่อเติมให้งานเกิดความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น"

คนเบื้องหลังก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน วิบูลย์บอกว่าประสบการณ์ของพวกเขาจะช่วยทำให้การทำงานง่ายขึ้นเช่นกัน เหมือนคนที่พูดจาภาษาเดียวกันก็ยิ่งสร้างความเข้าใจกันได้เร็วขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นย่อมต้องอาศัยการเปิดใจกว้าง ยอมรับไอเดียและความคิดเห็นเป็นสำคัญ

แต่ไม่ได้หมายความว่าเซิร์ชฯจะไม่รับไม่สนเด็กจบใหม่ ขาดประสบการณ์ ปัจจุบันสัดส่วนระหว่างพนักงานใหม่และเก่าของบริษัทนี้อยู่ที่ประมาน 50:50

" มีเด็กมาสมัครงานกับเราเป็นหมื่นๆ คนต่อปี แต่ใช้งานได้จริงๆ ได้ไม่เกิน 100 คน และในจำนวนนั้นก็จะประสบความสำเร็จไม่เกิน 10 คน"

วิบูลย์บอกว่านั่นเป็นเพราะความต่างกันของ "เจนเนอเรชั่น" เขาบอกว่าเด็กยุคใหม่แม้จะมีความคิดสร้างสรรค์สูง แต่มักไม่เข้าใจระบบการทำงานแบบองค์รวม และมีความอดทนต่ำ ไม่ค่อยรับความคิดเห็นคนอื่น เคารพความคิดเห็นตนเองเป็นใหญ่ จนที่สุดก็ทำให้เขาไปไม่ถึงดวงดาว

ตรงกันข้าม คนรุ่นเก่ามักมีสไตล์การทำงานที่ค่อนข้างทุ่มเท มีความอดทน ทุ่มเทใจให้กับการทำงาน และจะพยายามฝ่าฟันทุกอุปสรรคมุ่งไปหาความสำเร็จ

วิบูลย์บอกว่าโดยส่วนตัวเขาเชื่อเรื่องของการ "ฝึกฝน" เพราะแม้จะมีพรสวรรค์ติดตัวมา แต่ถ้าไม่หมั่นฝึกฝน พรสวรรค์ก็อาจไร้ประโยชน์

คนรุ่นใหม่เก่งเทคโนโลยีคือแต้มต่อในยุคดิจิทัล?

"ผมคิดว่า เขามีความรวดเร็วในเรื่องการใช้งาน คือใช้เป็น แต่ถามว่าเก่งในการใช้หรือไม่ ผมยังไม่มั่นใจ เพราะถ้าเก่งเขาต้องแปรสภาพได้ไม่ใช่เล่นเป็นแต่เกมอย่างเดียว แต่ถ้าเล่นแล้วได้ประโยชน์กับการทำ งาน ทำให้งานสมบูรณ์แบบมากขึ้น อันนั้นผมว่าโอเค"

นอกจากนั้นเขายังขมวดทักษะสำคัญที่คนมีเดียต้องมี จำแนกไปตามประเภท อาทิ

วิทยุ ต้องทำให้หูของคนฟังจินตนาการถึงเนื้อหา ข้อความที่สื่อออกไป หรือนึกภาพตามได้ออก

ทีวี หมายถึงการทำเนื้อหาให้ต้องทั้งตาและหู ต้องทำเรื่องเล็กๆให้เป็นเรื่องใหญ่ที่น่าสนใจ แต่คนดูต้องเข้าใจได้ง่ายๆ

คนทำหนังสือ ควรต้องสร้างเนื้อหาให้เกิดคุณค่าต่อการสะสม

แล้วทักษะของผู้บริหารควรเป็นอย่างไร?

"ที่ดีควรต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย ไม่ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง พร้อมจะเรียนรู้ บางครั้งเราก็ได้ประโยชน์มาจากคนอื่น บางที่เราก็ให้ประสบการณ์กับคนอื่น ในการทำงานของผมจะทำเรื่องใหญ่ๆ ให้เป็นเรื่องเล็ก ๆจะไม่ทำเรื่องเล็ก ๆให้เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าจบก็คือจบ ผมจะไม่จุกจิก"

เขาบอกว่าที่สุดความสำเร็จไม่ว่าจะผู้บริหารหรือพนักงานก็ตาม สุดท้ายน่าจะลงเอยด้วยเรื่อง ๆนี้ "การได้ทำสิ่งที่ชอบ"