วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปั้นสงขลา'รับเบอร์ซิตี้'หวังแก้วิกฤติราคายาง

รัฐปัดฝุ่น...ปั้นสงขลา"รับเบอร์ซิตี้"หวังแก้วิกฤติราคายาง หลัง"ม็อบสวนยาง"ลุกขึ้นประท้วงราคายางตกต่ำในรอบหลายสิบปี

"รับเบอร์ซีตี้" (Rubber City) หรือ "เมืองยาง" ศูนย์กลางการแปรรูปยางพาราครบวงจรในประเทศไทย ในฐานะเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางพารารายใหญ่ของโลก ที่ผ่านมากลับไม่ปรากฏสิ่งที่จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมเด่นชัด กระทั่งมี "ม็อบยาง" ลุกขึ้นประท้วงวิกฤติราคายางพาราตกต่ำในรอบหลายสิบปี ทำให้โครงการ "รับเบอร์ซิตี้" ถูกหยิบยกมาปัดฝุ่นอีกครั้ง พร้อมยอมรับความจริงที่ว่าอุตสาหกรรมยางไทยยังทำได้แค่ระดับต้นน้ำและกลางน้ำ คือการจำหน่ายน้ำยางสด ยางแผ่น ยางแท่ง ยางเครพ เท่านั้น

หลังจากนายประเสริฐ บุญชัยสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เดินทางไปยังจังหวัดสงขลา เมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้มีความชัดเจนมากขึ้นในการดำเนินการ "เมืองยาง" ที่นิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ ตำบลฉลุง จังหวัดสงขลา ให้เป็นฐานที่มั่นการผลิตและแปรรูปยางพาราระดับปลายน้ำ สอดรับกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ที่มีแผนพัฒนาพื้นที่นิคมฯภาคใต้ระยะที่ 3 เนื้อที่ 755 ไร่ จากพื้นที่รวม 2,247 ไร่

ลุยพัฒนาอุตฯปลายน้ำหวังใช้ยางเพิ่ม8แสนตัน

นายประเสริฐ กล่าวว่า จากการสำรวจนิคมฯสงขลา พบว่าเหมาะสมที่จะผลักดันให้เป็นเมืองยาง โดยจะเสนอครม.พิจารณาอนุมัติ เพื่อให้สอดรับเป้าหมายการรองรับการแปรรูปเพิ่มมูลค่ายางในขั้นอุตสาหกรรมปลายน้ำ รวมถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่างๆ เพื่อเพิ่มความต้องการใช้ยางพาราในประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์

"เมืองยางจะเน้นสัดส่วนการใช้ยางธรรมชาติในสินค้าสำเร็จรูป รวมถึงการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันอุตสาหกรรมถุงมือยาง ที่สำคัญเน้นการส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างอุปสงค์ในสาขาใหม่ๆ เช่น การใช้ยางพาราในการผลิตผลิตภัณฑ์เช่น ถนน พื้นสนามกีฬา เพื่อดันให้ยอดการใช้ในประเทศจาก 5 แสนตัน เป็น 7-8 แสนตัน จากจำนวนผลิตยางทั้งหมด 3.8 ล้านตันต่อปี" นายประเสริฐ กล่าว

กนอ.พร้อมดัน"รับเบอร์ซิตี้"

นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า หากครม.เห็นชอบพร้อมดำเนินการได้ในปี 2560 ค่าพัฒนาโครงการอยู่ที่ 1,133 ล้านบาท คาดจะเกิดการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมไม่ต่ำกว่า 4,300 ล้านบาท มีปริมาณการใช้ยางธรรมชาติเพิ่มขึ้น 20,000 ตันต่อปี มูลค่าแปรรูปยางเพิ่มขึ้น 3,200 ล้านบาทต่อปี เกิดการจ้างงาน 15,000 คน คิดเป็นมูลค่า 2,700 ล้านบาทต่อปี เมื่อใช้ยางดิบและยางขั้นต้นเพิ่มจะช่วยกระตุ้นให้ราคายางให้ปรับตัวสูงขึ้น สำหรับนิคมฯภาคใต้ มีพื้นที่รวม 2,247 ไร่ แบ่งการพัฒนาเป็น 3 ระยะ โดยระยะที่ 1 มีพื้นที่ 867 ไร่ , ระยะที่ 2 พื้นที่ 625 ไร่และระยะที่ 3 พื้นที่ 755 ไร่ เป็นพื้นที่เป้าหมายในการตั้ง "เมืองยาง"

"ศรีตรังฯ"หนุนตั้งเมืองยาง

นายสมบูรณ์ พฤกษานุศักดิ์ ผู้จัดการโรงงาน บริษัทอันวาพาราวูด จำกัด บริษัทในเครือศรีตรัง อินดัสตรี จำกัด กล่าวว่าเห็นด้วยที่เลือกนิคมฯสงขลา ตั้งเมืองยางเนื่องจากมีปัจจัยที่เอื้อรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำ พื้นที่ พลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดึงดูดนักลงทุนได้ แต่สิ่งสำคัญคือการเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับนักลงทุน เช่น การดึงอุตสาหกรรมยานยนต์เข้าพื้นที่ เพื่อให้อุตสาหกรรมยางล้อโต เนื่องจากการผลิตยางล้อ 1 เส้น ต้องใช้ยางธรรมชาติประมาณ 15% จึงไม่คุ้มค่าหากสร้างโรงงานยางล้อเพื่อส่งออกเพราะต้นทุนโลจิสติกส์สูงจึงเป็นเหตุผลที่อุตสาหกรรมยางล้อไม่เกิด เมื่อเทียบกับการผลิตถุงมือยางสงขลาที่เป็นรายใหญ่ เพราะต้นทุนคือยางข้นและน้ำอัตรา 60:40 จึงเหมาะแปรรูปก่อนส่งออก

"ปัจจัยที่ส่งเสริมให้เมืองยางเกิดขึ้นคือการเพิ่มสิทธิประโยชน์และการสนับสนุนของรัฐ ต้องไม่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริง เช่น มาตรการส่งเสริมการลงทุน กำหนดให้โครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ต้องยกเลิกการจ้างงานแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือ หากไม่ปฏิบัติตามจะถูกยกเลิกสิทธิประโยชน์ทั้งหมด ในความเป็นจริงทำไม่ได้เพราะเราขาดแคลนแรงงานอยู่"