เอกชนจี้รัฐบาลเร่งแผนป้องกันน้ำท่วม 3.5 แสนล้าน หวั่นกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน จากน้ำท่วมซ้ำซาก ระบุน้ำท่วมภาคตะวันออกปีนี้เสียหายไม่มาก
พื้นที่ภาคตะวันออก ถือเป็นเป้าหมายการก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรม หลังจากอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี 2554 แม้ว่าน้ำท่วมในพื้นที่ภาคตะวันออกในปีนี้ถือว่ารุนแรงกว่าทุกภาคของประเทศ แต่นักลงทุนยังไม่สูญเสียความเชื่อมั่น โดยเรียกร้องให้รัฐบาลมีแผนป้องกันพื้นที่ภาคตะวันออกมากขึ้น
น้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 กระทบต่อ 7 นิคมอุตสาหกรรมตอนเหนือของกรุงเทพมหานคร ส่งผลให้มีโรงงานที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในครั้งนั้น ได้ย้ายไปตั้งพื้นที่ใหม่ คือจังหวัดปราจีนบุรีและระยอง เช่น โรงงานผลิตรถยนต์ฮอนด้า สร้างโรงงานใหม่ในสวนอุตสาหกรรมโรจนะ ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี เนื้อที่ 1,600 ไร่ มูลค่า 17,150 ล้านบาท มีแผนเริ่มผลิตเดือนเม.ย.2558 โซนี่ ย้ายฐานการผลิตกล้องถ่ายภาพจากนิคมอุตสาหกรรมไฮเทค (บ้านหว้า) ที่ถูกน้ำท่วมอย่างหนักในปี 2554 ไปยังนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร ชลบุรี และ โตชิบา ประกาศแผนลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท สร้างโรงงานผลิตชิ้นส่วนแห่งใหม่ในนิคมอุตสาหกรรม 304 ปราจีนบุรี เมื่อเดือนก.ย. ที่ผ่านมา
ภาคตะวันออกถือว่าเป็นพื้นที่มีนิคมอุตสาหกรรมหนาแน่น เช่น นิคมอุตสาหกรรมเหมราช อีสเทิร์นซีบอร์ด, นิคมอุตสาหกรรมเหมราชตะวันออก (มาบตาพุด), นิคมอุตสาหกรรมเหมราช ชลบุรี, นิคมอุตสาหกรรมเหมราช ระยอง, นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร และนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง นิคมฯ 304 อินดัสเตรียล ปาร์ค (ปราจีนบุรี) เขตอุตสาหกรรมกบินทร์บุรี สวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ กบินทร์บุรี เป็นต้น
ก่อนหน้านี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ระบุว่ามีนักลงทุนจำนวนมากหันมาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกที่ไม่ถูกน้ำท่วมใหญ่ในปลายปี 2554 ทำให้ราคาที่ดินบริเวณดังกล่าวปรับตัวสูงขึ้น เฉลี่ยไร่ละ 2-3 ล้านบาท
ที่ผ่านมา มีนักลงทุนญี่ปุ่น 8 ราย ลงนามซื้อที่ดินสวนอุตสาหกรรม 304 ปราจีนบุรี เป็นที่ตั้งโรงงาน รวมพื้นที่ 285 ไร่ มูลค่าการลงทุนรวม 5,000 ล้านบาท ในอุตสาหกรรมโลหะและเครื่องจักรกล ชิ้นส่วนยานยนต์
แต่จากน้ำท่วมในปีนี้ในภาคตะวันออก ทำให้เป็นสัญญาณเตือนว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญกับพื้นที่ภาคตะวันออก เช่นเดียวกับพื้นที่ภาคกลางที่เผชิญกับน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 แม้ในครั้งนี้ไม่มีความเสียหายมาก แต่อาจกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนในอนาคต
นายธนิต โสรัตน์ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาไม่ได้สร้างความกังวลใจให้แก่นักลงทุนต่างชาติมากนัก โดยในแง่ของนักลงทุนใหม่ที่จะเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย จะมองเรื่องปัญหาต้นทุนการผลิตเป็นอันดับหนึ่ง เช่น ค่าจ้างแรงงาน ค่าที่ดิน ค่าวัตถุดิบ ผังเมือง และสิทธิพิเศษทางภาษี (จีเอสพี) เป็นต้น อันดับสองเป็นเรื่องความมั่นคงทางการเมือง และอันดับสาม เป็นเรื่องภัยธรรมชาติ
นายธนิตกล่าวว่าจากเหตุการณ์น้ำท่วมในปีนี้ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักในภาคตะวันออก ซึ่งเป็นฐานการผลิตของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เป็นจำนวนมาก และยังไม่เคยถูกน้ำท่วม ดังนั้นรัฐบาลควรปรับแผนป้องกันน้ำท่วมจากงบ 3.5 แสนล้านบาท โดยเน้นในพื้นที่ภาคตะวันออกมากขึ้น เพิ่มเติมจากแผนเดิมที่ให้ความสำคัญเฉพาะภาคกลาง
"ปัญหาน้ำท่วมในภาคตะวันออกแก้ไขได้ไม่ยาก เพราะเป็นพื้นที่ติดทะเล เพียงแต่ขุดลอกขยายคูคลองให้น้ำผ่านลงทะเลได้สะดวก และบริหารจัดการกักเก็บน้ำใช้ในหน้าแล้ว ก็จะทำให้ภายในอุตสาหกรรมขยายตัวได้อีกมากในภาคตะวันออก"
ซีเกท อยากให้รัฐสร้างความมั่นใจ
เช่นเดียวกับ นางเพียงฤทัย ศิวารัตน์ รองประธานฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ต้องการให้รัฐบาลสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนโดยมีโครงการบริหารจัดการน้ำเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดน้ำท่วมอีก และจะต้องเดินหน้าตามแผนเพื่อป้องกันน้ำท่วมให้ได้ ซึ่งประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน
"อยากให้รัฐบาลสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน โดยมีโครงการบริหารจัดการน้ำเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดน้ำท่วมอีก และจะต้องเดินหน้าตามแผนเพื่อป้องกันน้ำท่วมให้ได้ ซึ่งประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องสร้างความมั่นใจให้กับนำลงทุน"
นางเพียงฤทัย กล่าวว่าแม้ในปีนี้ น้ำท่วมหลายจังหวัด ซึ่งทางซีเกทไม่ได้รับผลกระทบ เพราะไม่ได้อยู่ในพื้นที่เสี่ยง แต่ก็มีความเป็นห่วงบริษัทซัพพลายเออร์ที่ผลิตชิ้นส่วนให้กับบริษัท
นายสัมพันธ์ ศิลปนาฎ นายกสมาคมนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ กล่าวว่า น้ำท่วมครั้งนี้ส่งกระทบต่ออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไม่มาก แต่กระทบต่อพนักงานในการเดินทางมาทำงาน รวมทั้งยังทำให้การเคลื่อนย้ายสินค้าวัตถุดิบมีปัญหาบ้าง
"น้ำท่วมในครั้งนี้ไม่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นการลงทุนมากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ครั้งก่อน ถือว่าควบคุมสถานการณ์ได้ ไม่เหมือน 2 ปีก่อน"
โตโยต้า ชี้รัฐต้องบริหารน้ำในภาพรวม
นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่าแผนการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล ดูเหมือนน้ำหนักในพื้นที่ที่เคยถูกน้ำท่วมมาก่อน อย่างเช่น จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แต่พื้นที่ภาคตะวันออก ยังไม่มีการดำเนินการมากนัก ดังนั้น หากการลงทุนบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทของรัฐ จะทำให้เห็นถึงการแก้ปัญหาในภาพรวมทั้งหมด เชื่อว่าจะทำให้เกิดความมั่นใจต่อนักลงทุนมากขึ้น
สำหรับน้ำท่วมในภาคตะวันออกครั้งนี้ โตโยต้าไม่มีผลกระทบกับสายการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนโดยตรง แต่อาจจะมีผลทางอ้อมบ้างเล็กน้อย เกี่ยวกับการเดินทางของพนักงานและการขนส่ง
นายศุภรัตน์ กล่าวว่า จากประสบการณ์การรับมือภัยพิบัติเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ทำให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้ สามารถปรับตัวได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการสำรองแผนการผลิต การใช้แผนฉุกเฉิน เช่น การผลิตชิ้นส่วนล่วงหน้าไว้จำนวนหนึ่ง และจำนวนขนส่งต่อเที่ยวเพิ่มขึ้นเพื่อลดจำนวนเที่ยวลง นอกจากนี้ช่วงนี้เป็นช่วงที่ความต้องการรถยนต์ลดลง ทำให้การผลิตลดลงด้วย ถือว่าเป็นจังหวะที่ลงตัวพอดี
"ผลกระทบจากน้ำท่วม ต้องดูว่าน้ำท่วมจากจุดไหนอย่างไร ท่วมตามฤดูกาลน้ำหลากหรือว่าเป็นการกักน้ำ การปล่อยน้ำมากเกินไป ซึ่งเกิดขึ้นได้ทั้งสองอย่าง และกลุ่มยานยนต์บางส่วนเมื่อ 2 ปีที่แล้วได้รับผลกระทบ ดังนั้น จึงหาวิธีรับมือด้วยตัวเองซึ่งก็ทำได้ดี"
ในส่วนของโตโยต้าซึ่งมีฐานผลิตใหญ่อยู่ที่สำโรงใกล้เขตบางนา และเป็นพื้นที่ที่น้ำเข้าถึง ซึ่ง โตโยต้า มีแผนเตรียมการรองรับทุกปีเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝนหรือน้ำทะเลหนุน
ชี้แผนป้องกันของรัฐสร้างความเชื่อมั่น
ด้าน นายโทชิยูกิ ชิกะ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ จำกัด ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า แม้จะเกิดปัญหาน้ำท่วมในไทย แต่ นิสสัน ก็ไม่ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นด้านการผลิต และการขยายตลาด รวมไปถึงแผนการลงทุนในอนาคตของนิสสันอีกด้วย
"ตลาดรถยนต์ช่วงนี้ชะลอตัวลงไปบ้าง แต่ยังเชื่อมันว่าประเทศไทยมีศักยภาพ แม้จะมีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและภัยธรรมชาติบ้าง แต่ก็เป็นปัญหาระยะสั้นเท่านั้น”
สำหรับค่าย ซูซูกิ ไม่ได้รับผลกระทบเนื่องจากโรงงานตั้งในที่สูง นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตรถยนต์ซูซูกิ กล่าวว่าโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมเหมราช อีสเทิร์น ซีบอร์ด จังหวัดระยอง มีกำลังการผลิต 1 แสนคันต่อปี และมีผู้ผลิตชิ้นส่วนจำนวนมากที่ตามเข้ามาลงทุนในพื้นที่ใกล้เคียงกัน แต่ทั้งหมดไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม เนื่องจากที่ตั้งโรงงานมีความสูงจากระดับน้ำทะเลค่อนข้างมาก
"ทาง ซูซูกิ ไม่มีความกังวลต่อภาวะน้ำท่วมในระยะสั้น แต่หากแผนการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลเป็นรูปธรรมขึ้นมา ก็น่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนได้เพิ่มขึ้น"
ในส่วนของ ฮอนด้า ซึ่งเป็นโรงงานผลิตรถยนต์เพียงแห่งเดียวที่ถูกน้ำท่วมเมื่อปี 2554 ที่โรจนะ อยุธยา และมีแผนสร้างโรงงานใหม่ที่ปราจีนบุรี ซึ่งผู้บริหารยืนยันว่าอยู่ในพื้นที่สูง และยังถมดินขึ้นไปอีก ทำให้ไม่ถูกน้ำท่วม ซึ่งโรงงานใหม่ของฮอนด้ายังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง มีเพียงพิธีวางศิลาฤกษ์
เผยมีอุตฯ ย้ายมาตะวันออกเพิ่ม
นายพูลศักดิ์ สุตัณฑวิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท 304 อินดัสเตรียล ปาร์ค จำกัด กล่าวว่าเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 ส่งผลให้มีนักลงทุนย้ายฐานการผลิตมาตั้งโรงงานใหม่ในภาคตะวันออกมากขึ้น ซึ่งทำให้นิคมอุตสาหกรรม 304 ปราจีนบุรี ได้รับผลดี โดยช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีนักลงทุนเข้ามาสร้างโรงงานเพิ่มขึ้น 12 โรงงาน รวมเป็น 112 โรงงาน
แม้ว่าขณะนี้บางพื้นที่ในปราจีนบุรีถูกน้ำท่วม แต่ในส่วนของนิคม 304 ยังไม่ได้รับผลกระทบและอยู่ห่างจากบริเวณน้ำท่วมมาก และมีพื้นที่สูงกว่าบริเวณที่ถูกน้ำท่วม 2-3 เมตร
"น้ำท่วมปี 2554 ทำให้มีนักทุนได้ลงทุนขยายหรือย้ายโรงงานมาภาคตะวันออกมากขึ้น โดยช่วง 2 ปีที่ผ่านมายอดขายที่ดินในนิคม 304 เพิ่มขึ้นประมาณ 12% เนื่องจากอยู่ในที่สูง และมีปัจจัยด้านโลจิสติกส์ที่เอื้อต่อการกระจายสินค้าไปยังจุดต่างๆ เช่น ท่าเรือ"
รับปัญหาทางระบายน้ำมีน้อย
ด้าน นายประเสริฐ บุญชัยสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า วานนี้ (23 ต.ค.) ได้ลงพื้นที่เพื่อสำรวจสถานการณ์น้ำในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร โดยยอมรับว่ามีปัญหาการระบายน้ำค่อนข้างช้า เพราะเส้นทางระบายน้ำมีน้อย ขณะที่ปริมาณน้ำมีมาก
สำหรับ นิคมฯ อมตะ นั้น นายประเสริฐกล่าวว่าต้องหาทางป้องกันโรงงานภายในนิคม โดยเจรจากับผู้ประกอบการให้จัดทำเบิม (บังเกอร์) ด้วยคอนกรีตหรือคันดินที่มีความแข็งแรง และสูง 60-100 เซนติเมตร ไว้เป็นแนวป้องกันน้ำเบื้องต้น พร้อมทั้งจัดหาเส้นทางลัดให้น้ำผ่านได้โดยสะดวก ขุดลอกขยายคลองในพื้นที่ ปรับปรุงประตูน้ำให้สะดวกต่อการใช้งาน และเร่งหารือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อวางแผนป้องกันน้ำระยะยาว
ด้าน นายวิบูลย์ กรมดิษฐ์ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่การตลาด บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังจากที่ทุกอย่างกลับเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว จะเตรียมแผนป้องกัน และแผนเผชิญเหตุน้ำท่วมในนิคมอมตะนครในอนาคตเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ประกอบการและนักลงทุน





