แจ้งเกิด! สตาร์ทอัพ "Social Enterprise"

แจ้งเกิด! สตาร์ทอัพ "Social Enterprise"

ในขณะที่ใครๆก็อยากลุกมาเป็นเถ้าแก่ในอีกมุมยังมีกลุ่มสตาร์ทอัพที่เรียกตัวเองว่า"ผู้ประกอบการทางสังคม"อาสาเป็นทางเลือกของธุรกิจ..คิดเพื่อสังค

“คน.ใจ.บ้าน” กลุ่มสถาปนิกชุมชน “Sputnik Tales” สื่ออนิเมชั่นเพื่อสังคม “A-chieve” นักเชื่อมเยาวชนให้ค้นพบอาชีพในฝัน “Freedom Solution” บริการด้านไอทีจากกลุ่มผู้พิการ “กล่องดินสอ” สื่อการศึกษาสำหรับเด็กพิการทางสายตา “My Social Motion” การระดมทุนเพื่อองค์กรพัฒนาสังคมด้วยแนวคิดใหม่ “Local Alike” บริการท่องเที่ยวชุมชนเพื่อความยั่งยืน และ “ดีใจ” นักระดมทุนเพื่อการศึกษาของเด็กด้อยโอกาส

นี่คือตัวอย่างกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise : SE) ที่แจ้งเกิดจากโครงการ "พลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม" (BANPU Champions for Change) โดย บมจ. บ้านปู และสถาบัน ChangeFusion ตลอด 2 ปี ที่ผ่านมา

ยังไม่รวมเมล็ดพันธุ์จากโครงการ UnLtd Thailand (อันลิมิเตด ไทยแลนด์) หน่วยงานที่ลงทุนในกิจการเพื่อสังคม ตั้งแต่ ก้อนไอเดีย จนมาสู่ธุรกิจจริง ที่สามารถสร้างรายได้และมีความมั่นคงทางการเงิน พร้อมคืนกำไรสู่สังคมอย่างยั่งยืน

ขณะที่สำนักงานสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ (สกส.) บอกว่า ในปีที่ผ่านมามี SE ที่ขึ้นทะเบียนแล้วประมาณ 400 ราย เรามีเวทีประกวดแผนธุรกิจเพื่อสังคม การระดมทุนเพื่อกิจการทางสังคม การจัด “SE Matching Day” เวทีจับคู่ธุรกิจระหว่างองค์กรขนาดใหญ่ กับ กิจการเพื่อสังคม มีพื้นที่ให้ SE ได้ขายไอเดีย มีตลาดนัดของ SE และมีมหาวิทยาลัยต้นแบบของ SE ที่ทั้งเปิดสอนและสร้างชุมชนของผู้ประกอบการทางสังคม (มหาวิทยาลัยศรีนครินวิโรจน์) เกิดขึ้นแล้ว!

นี่คือบรรยากาศน่าตื่นเต้นในวงการกิจการเพื่อสังคมของเมืองไทย ที่อาจไม่ร้อนแรงเท่าสตาร์ทอัพในสาขาอื่น แต่ก็มีสีสันขึ้นมากตลอด 3 ปี ที่ผ่านมา

“การปั้นสตาร์ทอัพที่เป็น SE โมเดลพื้นฐานก็คงเหมือนธุรกิจทั่วๆ ไป คือคุณต้องรู้ว่าทำสินค้าหรือบริการอะไร กลุ่มเป้าหมายเป็นใคร ตลาดอยู่ที่ไหน แหล่งผลิตและแหล่งวัตถุดิบอยู่ที่ไหน ไล่ไปจนการบริหารการเงิน การทำตลาด แต่ที่ท้าทาย คือ ต้องคิดถึงประเด็นทางสังคมด้วย ว่าจะคืนสู่สังคมอย่างไร จึงต้องใช้แรงคิด ใช้พลังมากกว่าการทำสินค้าเพื่อขายทั่วๆ ไป คือ ต้องตอบโจทย์ให้ได้ ทั้ง ธุรกิจและสังคม”

“อุดมลักษณ์ โอฬาร” ผู้อำนวยการสายอาวุโส-องค์กรสัมพันธ์ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) บอกความท้าทายของงาน “ปลุกปั้น SE” หลังทำโครงการ BANPU Champions for Change จนเข้าสู่ปีที่ 3 ในวันนี้

โมเดลของบ้านปู คือ เปิดรับแผนธุรกิจเพื่อสังคม จากเยาวชนตั้งแต่อายุ 20-30 ปี รวมกลุ่มกันไม่เกิน 4 คน โดยแบ่งการสนับสนุนเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 จะคัดเลือก 10 โครงการ เพื่ออบรมโมเดลธุรกิจ ทำแผนธุรกิจ พร้อมได้รับเงินสนับสนุนทีมละ 5 หมื่นบาท โดยมีเวลา 3 เดือนที่จะขับเคลื่อนโครงการ ก่อนคัดเลือกเหลือ 4 โครงการ เพื่อรับการสนับสนุนต่ออีก 6 เดือน โดยแต่ละทีมจะได้รับทุน 2 แสนบาท เพื่อไปรันกิจการต่อ ซึ่งกำหนดให้แบ่งผลกำไรคืนสู่สังคมในกรณีที่มีกำไรจากการดำเนินงานภายใน 2 ปี

เงินทุนที่ใช้สนับสนุน SE เกิดใหม่ อยู่ที่ ปีละ 1.3-1.5 ล้านบาท ทว่าสิ่งที่สำคัญไปกว่านั้น คือ การดึงพลังจากเหล่าที่ปรึกษาจิตอาสา ซึ่งล้วนมาจากองค์กรขนาดใหญ่ มาทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้กับ “มือใหม่หัดเป็นผู้ประกอบการ” เพื่อปิดจุดอ่อนของ SE ที่ส่วนใหญ่มีแค่แรงใจ อยากทำอะไรเพื่อสังคม แต่ความเชี่ยวชาญในเชิงธุรกิจก็ยังอ่อนด้อย

“เรามีคนเก่งๆ หลายคนที่ทำงานประจำอยู่ในหลายหน่วยงาน มีภารกิจ แต่ก็เสียสละมาเป็นพี่เลี้ยงจิตอาสาให้กับน้องๆ จึงเป็นโอกาสที่ดีมาก ที่จะได้ความรู้จากคนระดับนี้”

โมเดลของการทำงานพัฒนาสตาร์ทอัพกลุ่มกิจการเพื่อสังคม จึงไม่ใช่การทำงานแบบ ฉายเดี่ยว ทำคนเดียว แต่เลือกสร้างคอนเนคชั่น แล้วดึงกลุ่มคนที่มีความเชี่ยวชาญในหลากหลายสาขา มาช่วยกันพัฒนา SE ของเมืองไทย

“อุดมลักษณ์” บอกว่า ที่ผ่านมามีความสนใจของเยาวชนในการเข้ามาเป็นผู้ประกอบการทางสังคมเพิ่มมากขึ้น และมีความหลากหลายของไอเดียมากขึ้นเรื่อยๆ เอาแค่แผนธุรกิจที่ส่งประกวดในปีนี้ ก็เจ๋งเสียจนเป็นปีแรกที่มีทีมซึ่งผ่านระยะที่ 1 ถึง 11 ทีม เพราะเหล่ากรรมการยอมรับว่า “ตัดใจไม่ลง” ที่จะปล่อยทีมใดทีมหนึ่งให้หลุดไป

อย่างทีม Breast Milk Bank ที่ทำเรื่องธนาคารนมแม่ เพื่อช่วยคุณแม่ของทารกซึ่งมีปัญหาจากการคลอดก่อนกำหนดและรายได้น้อย โครงการ “แคลคูล มันส์สมองออนไลน์” การสอนคณิตศาสตร์ออนไลน์ เพื่อให้เด็กทุกคนได้เข้าถึงการเรียนคณิตศาสตร์ โดยไม่ต้องไป “จ่ายหนัก” ให้กับติวเตอร์ กลุ่ม “Hopewear” ที่ผลิตรองเท้าสุขภาพซึ่งพัฒนาจากงานวิจัยของแพทย์สำหรับผู้สูงอายุ โดยมีโมเดล “one for one” คือ ซื้อหนึ่งคู่แล้วจะบริจาคให้ผู้สูงอายุรายได้น้อยอีก 1 คู่ หรือ “เด็กน้อยขี่ควาย” กิจการที่จะเข้ามาแก้ปัญหาเกษตรอินทรีย์ ที่แค่ได้ยินชื่อก็สะดุดหูสุดๆ แล้ว

“SE เป็นเรื่องของนวัตกรรมทางความคิด คนที่ทำจึงต้องมีตาที่เปิดกว้าง รับทราบรับรู้ว่าตอนนี้ประเด็นทางสังคมมีเรื่องอะไรบ้าง ต้องรู้จักตั้งคำถาม และหาความรู้ บางครั้งก็อาจต้องลองลงมือทำดูก่อน เพราะคงรอให้เพอร์เฟคทีเดียวไม่ได้ อีกอย่างคือ ถ้ามีใจ มีฝัน และตั้งใจจริงแล้ว ก็ทำเลย ไม่ต้องท้อถอย เพราะบางครั้งมันอาจไม่เป็นไปตามที่คิดบ้าง ก็เรื่องธรรมดา ธุรกิจทั่วไปก็เจอแบบนี้ แต่ขอแค่อย่าหมดไฟเท่านั้น” หนึ่งองค์กรปั้นฝันกิจการเพื่อสังคม ฝากความคิดไว้

ขณะที่ “พรจรรย์ ไกรวัตนุสสรณ์” รองผู้อำนวยการมูลนิธิอโชก้า ประเทศไทย หนึ่งหน่วยงานสนับสนุนผู้ประกอบการทางสังคม ร่วมแสดงความเห็นว่า การปั้นกลุ่มสตาร์ทอัพที่เป็น SE ให้แจ้งเกิดในสังคมไทยไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสิ่งที่ SE ต้องทำ คือ การคิดแก้ปัญหาสังคม ไปพร้อมกับหาโมเดลทางธุรกิจ เพื่อให้กิจการอยู่รอดได้

“มันเป็นการคิดแก้ปัญหาแล้วก็ต้องคิดต่อด้วยว่า แล้วจะหาเงินเข้ามาอย่างไรที่ไม่ใช่แค่การเขียนขอทุน สินค้า บริการของเรา ลูกค้ายอมจ่ายหรือเปล่า แล้วจะจ่ายอย่างไร นี่เป็นโมเดลทางธุรกิจที่ไม่ได้ทำกำไรสูงสุด แต่เพื่อสังคมมาเป็นหลัก”

เธอบอกความยาก ของโจทย์ “กิจการเพื่อสังคม” ที่ท้าทายกว่าการทำธุรกิจทั่วไป และไม่สามารถมี “สูตรสำเร็จ” ที่ใช้ร่วมกันได้ แต่ล้วนแตกต่างกันไปในแต่ละกรณีศึกษา

ขณะที่เด็กไทยยังมีบางจุดอ่อนที่เป็นอุปสรรคในการก้าวมาเป็น SE อย่างเช่น การไม่รู้จักตัวเอง ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง คิดวิเคราะห์ไม่เป็น และสังคมไทยก็ไม่ได้เป็นสังคมของสตาร์ทอัพ

“เราไม่ได้มีวัฒนธรรมของการที่มาเป็นสตาร์ทอัพกันเถอะ ขณะที่ต่างประเทศเขามองว่า สตาร์ทอัพเป็นประสบการณ์ที่ดีของลูก รู้สึกว่ามีคุณค่ามากเลยนะ ถ้าจะให้เด็กมีประสบการณ์การได้มาลองทำอะไรของตัวเอง”

เธอบอกความแตกต่างของการสร้างสังคมสตาร์ทอัพ ที่เกิดขึ้นได้มากในต่างประเทศ แต่ยังไปได้ช้าในประเทศไทย ก่อนขยายความถึงแนวทางสนับสนุนสตาร์ทอัพที่สำคัญใน 4 ด้าน คือ เงินทุน กระบวนการความรู้ พี่เลี้ยง และเครือข่าย ซึ่งใน 4 ด้านนี้ ตัวที่สำคัญที่สุด ก็คือ “พี่เลี้ยง”

“ถ้าเราจะทำให้ประเทศไทยเป็นสังคมสตาร์ทอัพ มีคนมาเป็นสตาร์ทอัพเยอะๆ ก็ต้องเทรนด์คนที่เป็นพี่เลี้ยงขึ้นมาให้ได้ เพราะหน่วยงานสนับสนุนเรามีไม่พอ ซึ่งคำว่าพี่เลี้ยงไม่ใช่แค่คนที่ทำงานมีประสบการณ์เท่านั้น แต่จะ ครู หรือพ่อแม่ ก็เป็นได้หมด ที่สำคัญเราต้องสร้างวัฒนธรรมในการยอมเจ๊ง เพราะถ้ามัวแต่กลัวเจ๊ง เราก็ไม่มีทางทำอะไรใหม่ๆ ได้เลย ฉะนั้นเด็กไทย ต้องกล้า ต้องทำใจ และต้องยอมเจ๊งให้ได้ แต่ทำอย่างไรที่จะเรียนรู้ที่จะเจ๊งให้เร็ว เจ๊งให้น้อย และเจ็บตัวให้น้อยที่สุด”

และนี่คือมุมคิด ที่จะแจ้งเกิด SE เพื่อทำให้กิจการน้ำดีเหล่านี้ ได้เบ่งนานอยู่เต็มพื้นที่เมืองไทยในอนาคต